ฉีดฟิลเลอร์ปาก ฟิลเลอร์ปากกระจับ ปากอวบอิ่มแบบไม่ต้องศัลยกรรม

woman filler lips

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ฟิลเลอร์ปากกระจับ ปากอวบอิ่มแบบไม่ต้องศัลยกรรม

สำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากบาง รูปปากไม่ได้สัดส่วน หรือมีริ้วรอย อาจถึงเวลาแล้วที่คุณต้องพึ่งการฉีด “ฟิลเลอร์ปาก” เทรนด์ความงามเหนือขั้น ที่เข้ามาปลุกกระแสความเชื่อมั่นบนคอนเซ็ปท์ที่ง่ายและได้ผลเร็ว นี่จึงเป็นเป็นหัตถการที่สะดวก ปลอดภัย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะความมั่นใจภายใต้รอยยิ้มคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุด

filler info

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอรืปาก

ฟิลเลอร์ปากช่วยในเรื่องอะไร?

การฉีดฟิลเลอร์ปากจะเข้าไปช่วยปรับสัดส่วนของปากและริมฝีปากให้ได้รูปมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์ปากกระจับนับเป็นโปรแกรมที่คนไทยชื่นชอบมากที่สุด แต่ก็ยังมีการฉีดเพื่อปรับรูปปากให้อวบอิ่ม สีสวย ดูมีสุขภาพ โดยเฉพาะใครที่มีปัญหาริมฝีปากบาง เห็นริ้วรอย หรือผิวหนังรอบๆ ปากแห้งฟิลเลอร์ก็ช่วยได้ โดยถ้าได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ริมฝีปากของคุณก็จะออกมาในรูปที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

ว่าด้วยเรื่องฟิลเลอร์ปากกระจับ รูปทรงยอดฮิตของคนไทย?

ฟิลเลอร์ปากกระจับเป็นหนึ่งรูปปากที่คนไทยนิยมฉีดฟิลเลอร์มากที่สุด เพราะถ้าสังเกตดีๆ รูปปากกระจับจะเหมาะกับคนเอเชียมากกว่าด้วยใบหน้าที่เรียวเล็ก ไม่ได้มีคิ้วที่เด่นหรือจมูกที่โด่งชัดเจน ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ด้วยลักษณะนี้จึงเป็นที่นิยมในไทย ที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าสังเกตดีๆ เหล่าดาราเกาหลีหรือดาราไทยส่วนใหญ่ ก็มักจะมีรูปปากที่สวย น่ารัก ตามฉบับปากกระจับที่ดูธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ปากอวบอิ่ม เทรนด์นิยมแบบใหม่ตามฉบับสายฝอ

เป็นอีกเทรนรูปปากที่นิยมไม่แพ้กัน สำหรับสาวไทยสายฝอที่ชื่นชอบและอยากมีรูปปากแบบสาวตะวันตกที่จะมีลักษณะอวบอิ่มและหนา ซึ่งบางคนอยากทำก็จริงแต่กลัวจะออกมาไม่เหมาะกับใบหน้าตัวเอง จึงขอแนะนำว่าถ้าคุณมีเครื่องหน้าชัด คิ้วเข้ม คางยาว และใบหน้าเต็ม การฉีดฟิลเลอร์ปากอวบอิ่มฉบับสายฝอก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

filler lips ydc clinic

ฟิลเลอร์ทำงานยังไง?

การฉีดฟิลเลอร์ปากจะใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ “HA” โดยจะเข้าไปเติมเต็มให้ริมฝีปากได้รูป อวบอิ่ม เต่งตึง จะมากหรือน้อยจะเป็นรูปปากอย่างไรขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ นอกจากนี้ยังทำให้ปากดูชุ่มชื้นและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าการฉีดฟิลเลอร์จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย 100% โดยการเลือกใช้ฟิลเลอร์สมัยนี้จะต้องสามารถสลายเองได้หมด 100% ไม่เป็นอันตรายและไม่มีสารตกค้าง

ควรใช้ฟิลเลอร์กี่ CC ในการฉีดฟิลเลอร์ปาก?

โดยทั่วไปแล้ว ปริมาณของฟิลเลอร์จะสัมพันธ์กับรูปปากที่ผู้ใช้บริการต้องการ หากเป็นรูปปากที่คนไทยนิยมมากที่สุดอย่างปากกระจับ ปริมาณฟิลเลอร์จะใช้อยู่ที่ประมาณ 1 cc ก็เพียงพอแล้ว แต่อาจใช้มากกว่านั้นก็ได้ถ้าคุณต้องการรูปปากที่ดูมีวอลุ่มหรือจำเป็นต้องใช้ตามโครงสร้างรูปปากที่แตกต่างกัน

ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานไหม?

อย่างที่ทราบกันว่าการฉีดฟิลเลอร์ที่ปากไม่ใช่การผ่าตัด แต่จะเป็นฉีดรอบๆ ริมฝีปากเพื่อปรับรูปทรงให้เป็นตามต้องการ โดยถ้าเป็นปากกระจับประมาณ 6-7 วันคุณจะเห็นผลได้ชัดเจน ซึ่งระยะเวลาของฟิลเลอร์จะอยู่ประมาณ 6 เดือนจนถึง 1 ปี จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ ยี่ห้อ รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์

ข้อดี ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ปาก

ข้อดี

  1. ฉีดฟิลเลอร์แล้วเห็นผลรวดเร็ว และจะค่อยๆ เห็นผลจนชัดเจน 6-7 วัน
  2. สามารถปรับเสริมได้อย่างยิดหยุ่น ฉีดแล้วแต่อยากเพิ่มหรือลดลงก็ทำได้
  3. ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ใช่การผ่าตัดเป็นเพียงการฉีดรอบๆ ริมฝีปาก

ข้อเสีย

ถ้าแพทย์ผู้ฉีดฟิลเลอร์ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพออาจทำให้รูปปากไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก

หลังการฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วผู้ใช้บริการจำเป็นต้องให้ความใส่ใจกับคำแนะนำของคุณหมอว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรหลังการรักษา แม้รูปปากจะได้สัดส่วนและมีความสวยงามตามที่คาดไว้ก็ตาม

  1. ห้ามไปเกาหรือขยี้รุนแรงบริเวณรอบริมฝีผาก
  2. ห้ามทำการเลเซอร์บริเวณริมฝีปากหรือบริเวณใกล้เคียง
  3. ห้ามประคบเย็น เพราะความเย็นจะส่งผลต่อฟิลเลอร์

การเสริมความงามด้วยฟิลเลอร์ปากกระจับนับเป็นนวัตกรรมที่ตอบรับกับความต้องการเฉพาะจุด เพราะไม่ว่ารูปปากของคุณจะบาง มีริ้วรอย ไม่มีความชุ่มชื่น หรือไม่สมกับใบหน้า ฟิลเลอร์นี้สามารถบูรณาการทุกสิ่งให้เป็นจริงได้ ผ่านนวัตกรรมที่ง่าย ได้ผลจริง และรวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น สามารถฉีกเพิ่มเติมหรือปรับลดฟิลเลอร์ได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้จากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คุณก็จะได้รับข้อเสนอและทางเลือกในการใช้บริการอย่างมีคุณภาพ

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ สามามารถติดต่อมาที่คลินิก You Desire Clinic ได้ทั้งสองสาขาที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ฉีดไขมันใต้ตา ตัวช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ร่องตาลึกแบบธรรมชาติ

ฉีดไขมันใต้ตา ตัวช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำ ร่องตาลึกแบบธรรมชาติ ไม่พึ่งฟิลเลอร์

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผิวบริเวณรอบดวงตาดูหมองคล้ำ ไม่สดใส แย่ไปกว่านั้นคือรอยหย่อนคล้อยที่เห็นได้ชัด? ปัญหาทั้งหมดนี้จะได้รับการเยียวยาด้วยการรักษาแบบใหม่ที่เรียกว่า “การฉีดไขมันใต้ตา (Fat transfer)” โดยถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เห็นผลเร็ว เพราะถือเป็นการนำสารไขมันดีที่ได้จากการดูดไขมัน Body jet ของตัวคนไข้เองเติมเต็มเข้าไปทดแทนในบริเวณที่เหี่ยวย่น ทั้งนี้การฉีดไขมันจะช่วยเติมร่องลึกใต้ตาทำให้ตัวปัญหารอยคล้ำสามารถจางลงได้  ถ้าคุณยังนึกภาพไม่ออกเราจะมาทำความเข้าใจเพิ่มกันในบทความนี้เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ของผิวใต้ตาให้กลับมาสดใสดูอ่อนวัยได้มากที่สุด

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการฉีดไขมันใต้ตา

ปัญหาใต้ตาคล้ำ ใต้ตามีร่องลึก

ปัญหาผิวหนังใต้ตาที่พบเจอมากที่สุดอย่างใต้ตาคล้ำหรือมีร่องลึกนับเป็นเรื่องที่สร้างความไม่มั่นใจมากที่สุด เพราะผู้คนที่มองมาจะสังเกตเห็นส่วนนี้เป็นอันดับแรกๆ จากสาเหตุของวัยที่สร้างความหย่อนคล้อย ล่าสุดจึงมีการรักษาที่เรียกว่าการฉีดไขมันใต้ตา ที่จะเข้ามารับมือกับปัญหาเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ฉีดไขมันใต้ตาช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?

การฉีดไขมันใต้ตาเป็นกระบวนการรักษาเพื่อบรรเทาปัญหาริ้วรอยและร่องลึกบริเวณใต้ตา ทั้งนี้สามารถช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาดูจางลง เพิ่มความกระจ่างใสบ่งบอกสุขภาพโดยรวมที่ดี ซึ่งการรักษาทั้งหมดจะใช้นวัตกรรมผสานกับความเป็นธรรมชาติที่ร่างกายรับรู้ได้ดีด้วยการนำไขมันจากร่างกายของคนไข้เอง ซึ่งส่วนมากไขมันส่วนเกินจากบริเวณต้นขาหรือหน้าท้อง โดยแพทย์จะทำการคัดเลือกไขมันส่วนเกินของคนไข้ แล้วใช้เครื่องดูดไขมันออกมา เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนปั่นแยกสกัดเอาสเต็มเซลล์และนำมาผสมกับเนื้อเยื่อไขมันจะให้สารเติมเต็มที่สมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นเตรียมฉีดเข้าไปที่บริเวณใต้ตาเพื่อเสริมสร้างให้ปัญหาดูลดลง

ฉีดไขมันใต้ตาต้องพักฟื้นหรือไม่ ?

การรักษาด้วยการฉีดไขมันใต้ตา ผู้ใช้บริการจะต้องทำการพกฟื้น แต่เป็นการพักฟื้นระยะสั้นเท่านั้น โดยปกติจะใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล) ซึ่งเมื่อเทียบกับการผ่าตัดศัลยกรรมแล้ว ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จึงพอใจที่จะเลือกการฉีดไขมันใต้ตามากกว่า ที่สำคัญผลข้างเขียงหลังการฉีดไขมัน คุณอาจพบอาการบวมเล็กน้อยบริเวณใต้ตาหรือบริเวณที่ฉีดไขมัน โดยอาการบวมจะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติ

ฉีดไขมันใต้ตาอันตรายหรือไม่?

การฉีดไขมันเพื่อเติมเต็มบริเวณใต้ตาจะไม่เป็นอันตรายหากได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่หากไม่ใช่แล้วก็มีความเสี่ยงสูงที่ผู้ใช้บริการจะได้รับอันตรายจากการฉีดไขมัน เนื่องจากไขมันเป็นสารประกอบขนาดใหญ่ ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายได้ในทันทีหากเกิดความผิดพลาดโดยเฉพาะถ้าฉีดเข้าที่หลอดเลือด ดังนั้นผู้ใช้บริการต้องพิจารณาโปรแกรมในการรักษาอย่างถ้วนถี่

ฉีดไขมันใต้ตาหรือเติมฟิลเลอร์ใต้ตาดี ?

ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่มักพบเห็นกันบ่อยๆ ตามกระทู้บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งการฉีดไขมันใต้ตาและการเติมฟิลเลอร์ใต้ตานั้นสามารถลดปัญหาต่างๆ ที่พบเจอบริเวณใต้ตาได้ เช่น ปัญหาริ้วรอยใต้ตา ความหย่อนคล้อย ใต้ตาคล้ำ ใต้ตาลึก ที่นำไปสู่ปัญหาหน้าแก่ก่อนวัย ดูไม่มีออร่า เป็นต้น แต่การรักษาทั้งสองแบบจะมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป ซึ่งจะเปรียบเทียบตามประเด็นที่ควรทราบดังนี้

ฉีดไขมันใต้ตา
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
เน้นแก้ไขปัญหาริ้วรอยและร่องลึก
เน้นแก้ไขปัญหางปัญหาใต้ตาคล้ำ ใต้ตาลึก
ใช้ไขมันจากร่างกายของตัวคนไข้เอง
ใช้สารเติมเต็มที่มีประสิทธิภาพ
มีกระบวนการหลายขั้นตอน
สามารถเห็นผลได้ในทันทีหลังการรักษา
พักฟื้นประมาณ 1-2 อาทิตย์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
ไม่ต้องพักฟื้น
ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ประมาณ 2-5 ปี
(ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละบุคคล รวมทั้งน้ำหนักตัวของแต่ละบุคคลเช่นกัน)
ผลลัพธ์อยู่ได้เพียง 6 -18 เดือน ตามแต่ละเคส
ประสิทธิภาพในการเติมเต็มเท่ากันฟิลเลอร์
ประสิทธิภาพในการเติมเต็มเท่ากับฉีดไขมัน แต่ฟิลเลอร์จะควบคุมปริมาณการเติมได้ชัดเจนกว่า
ปรับรูปหน้าได้ในปริมาณที่เยอะและราคาถูกกว่า
ราคาสูงกว่าเมือใช้ในปริมาณเยอะ

ฉีดไขมันใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน?

สำหรับผลลัพธ์จากการรักษาผิวหนังบริเวณใต้ตาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของแต่ละผู้เข้ารับการรักษา รวมไปถึงการปฏิบัติตนหลังรับการรักษาแล้วอีกด้วย  โดยปกติแล้วการฉีดไขมันใต้ตาจะอยู่ได้ประมาณ 2-5 ปี หรืออาจมากกว่านั้น เพราะเป็นการฉีดไขมันที่สกัดจากร่างกายของผู้ใช้บริการเอง แม้ในช่วงแรกไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจสลายไปบางส่วน แต่เมื่อร่างกายปรับสมดุลและมีการฉีดครั้งต่อไปผลลัพธ์ก็จะคงที่เห็นผลได้ชัดเจน

ทำไมถึงควรฉีดไขมันใต้ตาที่ You Desire Clinic

เติมไขมันหน้าที่ You Desire Clinic เป็นการใช้เทคนิคแบบ Nano fat graft transfer ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ ที่จะทำให้การเติมไขมันที่หน้ามีอัตราการติดเพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และด้วยเทคนิคการเติมไขมันของ You Desire Clinic ไม่เพียงแต่เรื่องเติมเต็ม ยังช่วยเรื่องการ Lifting ของใบหน้าและปรับรูปหน้าอีกด้วย

วิธีปฏิบัติตนก่อนการฉีดไขมันใต้ตา

  1. ผู้ใช้บริการเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ ทำความเข้าใจวิธการรักษา ข้อจำกัดและการปฏิบัติโดยละเอียด
  2. ผู้รักษาเข้ารับการตรวจประเมินผิวหนังบริเวณใต้ตา และบริเวณอื่นๆ ร่วมด้วย
  3. ควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  4. พักผ่อนและดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  5. ควรงดการใช้เครื่องสำอาง โดยเฉพาะการแต่งหน้าที่บริเวณใต้ตา
  6. หากเกิดข้อสงสัยหรือปัญหาใดๆ ให้แจ้งแพทย์ทันที

วิธีดูแลตนเองหลังการฉีดไขมันใต้ตา

  1. ไม่ควรสัมผัส เกา หรือไปกดทับบริเวณที่ฉีดไขมัน
  2. งดการใช้เครื่องสำอาง หรือครีมบำรุงผิวบริเวณใต้ตา
  3. งดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเฉพาะบริเวณใต้ตา
  4. หากมีอาการผิดปกติให้รีบเข้ามาพบแพทย์ทันที

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดไขมันใต้ตา สามารถติดต่อสอบถามกับคุณหมออ้อยได้ที่คลินิกทั้งสองสาขา  YDC You Desire Clinic เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) ปรึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ฟิลเลอร์ ยกกระชับ แก้ความหย่อนคล้อย ใครว่าฟิลเลอร์ใช้เติมเต็มได้อย่างเดียว?

filler lifting

ฟิลเลอร์ ยกกระชับ แก้ความหย่อนคล้อยแบบไม่ต้องผ่าตัด ใครว่าฟิลเลอร์ใช้เติมเต็มอย่างเท่านั้น?

ความเข้าใจผิดของหลายๆคนที่มีความเข้าใจว่า การฉีดฟิลเลอร์นั้นใช้สำหรับการเติมเต็มใบหน้าได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าจริงๆแล้วฟิลเลอร์ คือ หนึ่งในทางเลือกในการยกกระชับ การปรับรูปใบหน้าและแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ดีที่สุด เรียกได้ว่าเป็นการแก้ไขความบกพร่องของใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบสูตรความสวย หากใครที่ยังไม่รู้จักฟิลเลอร์ ในบทความนี้เราจะมาแนะนำว่า ฟิลเลอร์คืออะไร ช่วยยกกระชับบริเวณไหนและทำได้อย่างไร รวมไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนการฉีดและวิธีดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์ ถ้าพร้อมแล้วไปดูพร้อมๆกันเลย

filler info

สาระน่ารู้เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับ

ฟิลเลอร์ คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) คือ เทคโนโลยีการแพทย์ด้านการเสริมความงาม โดยการฉีดสารเติมเต็มที่รู้จักกันดีในชื่อ “ไฮยาลูโรนิคแอซิด” (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่ถูกผลิตขึ้นมาให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงมากที่สุดกับสารตามธรรมชาติที่มีในร่างกายของมนุษย์ การฉีดฟิลเลอร์นี้เพื่อช่วยทดแทนเส้นใยคอลลาเจนที่มีการเสื่อมสลายในชั้นผิว เสริมสร้างโครงสร้างให้สามารถกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นไ้ด้ดีขึ้น เติมเต็มความสมบูรณ์ ความยืดหยุ่น ช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ดูตื้นขึ้นและชะลอวัยได้ดี รวมไปจนถึงช่วยพยุงโครงสร้างผิวหน้าให้ยกกระชับ ปรับรูปใบหน้าให้ดูเต่งตึง อิ่มเอิบ ฉ่ำวาวและมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ช่วยเรื่องยกกระชับอย่างไร ?

โดยปกติแล้วไขมันบนใบหน้าของมนุษย์ (Fat Compartment) จะอยู่ชิดติดกัน เราจึงเคยได้ยินคำว่า “Baby Face” กันอยู่บ่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นไขมันบนใบหน้าจะเกิดการหดตัวทำให้เกิดช่องว่างและมีปริมาณน้อยลง รวมทั้งเส้นเอ็นที่ช่วยพยุงโครงสร้างของใบหน้าก็จะเกิดการหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆจึงได้มีการคิดค้นเทคนิคในการที่จะยกกระชับใบหน้าเพื่อต้านทานกับแรงโน้มถ่วง เติมเต็มสารสำคัญในจุดไขมันที่หายไปและนวัตกรรมนี้เรียกว่า “การฉีดฟิลเลอร์ ยกกระชับ” นั่นเอง

 

ฟิลเลอร์สำหรับใบหน้ามีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สามารถเกิดแรงยกได้ด้วยตัวของมันเอง มีลักษณะคงตัวและเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาของใบหน้าแต่ละจุดที่แตกต่างกันไป ซึ่งจุดโดดเด่นนี้จึงทำให้ฟิลเลอร์สามารถแก้ไขจุดบกพร่องของใบหน้าได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

ฟิลเลอร์ ยกกระชับบริเวณไหนได้บ้าง ?

การฉีดฟิลเลอร์ ไม่ใช่เพียงแค่การเติมเต็มเท่านั้นแต่ยังเป็นเทคนิคเฉพาะที่ช่วยยกกระชับใบหน้า ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ ยกกระชับใบหน้านั้นนิยมใช้ในการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณ 8 จุดรอยต่อของไขมันบนใบหน้า เป็นการฉีดเพื่อทดแทนไขมันระดับลึกในชั้นไขมันที่ขาดหายไป เพื่อให้ผิวยกตัวขึ้นและดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

    1. บริเวณโหนกแก้ม เพื่อแก้ไขปัญหากระดูกโหนกแก้มเด่น หรือโหนกแก้มตกลง
    2. บริเวณแก้มด้านบน เพื่อแก้ไขปัญหาแก้มหย่อนคล้อย
    3. บริเวณร่องน้ำตาลึก เพื่อแก้ไขปัญหาขอบกระดูกเบ้าตาที่ชัดเกินไป หน้าตาดูอิดโรย ไม่สดใส
    4. บริเวณร่องแก้ม เพื่อแก้ไขปัญหาลดเลือนริ้วรอยบริเวณร่องแก้มลึกให้ดูตื้นขึ้น
    5. บริเวณมุมปาก หรือร่องน้ำหมาก เพื่อแก้ไขปัญหามุมปากตก ขีดตรงมุมปากชัดเจน ซึ่งทำให้ดูแก่เกินวัย
    6. บริเวณข้างคาง เพื่อแก้ไขปัญหาแก้มที่หย่อนคล้อย คางสั้นและพับลง
    7. บริเวณด้านหน้าของใบหู เพื่อแก้ไขปัญหากรอบหน้าที่ไม่ยกกระชับ ปรับให้หน้าเป็นรูป V Shape มากขึ้น
    8. บริเวณแก้ม เพื่อแก้ไขปัญหาแก้มตอบ
filler lifting woman

เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ ยกกระชับ

  1. แจ้งแพทย์เจ้าของเคสเกี่ยวกับโรคประจำตัวและประวัติการรักษา
  2. ควรงดรับประทานอาหารเสริมและยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาแอสไพรินและวิตามินซี
  3. ไม่ควรทำเลเซอร์ในบริเวณที่ต้องการฉีด ก่อนการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 3 วัน
  4. งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ก่อนการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 วัน
  5. งดการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น การเข้าซาวน่าและการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง  ก่อนการฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 วัน

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ยกกระชับ

  1. ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการประคบเย็นอย่างถูกต้อง
  2. หลังการฉีดฟิลเลอร์ 3-4 ชั่วโมงห้ามนอนราบและ 12 ชั่วโมงแรกไม่ควรแต่งหน้า หรือใช้ครีมบำรุงผิวหน้าทุกชนิด
  3. งดการทำเลเซอร์ชนิดร้อนลงบนผิวชั้นลึกทุกประเภท อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  4. ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 12 แก้วเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยให้ฟิลเลอร์มีการอุ้มน้ำและยกตัวฟูขึ้น
  5. หลังจากการฉีดฟิลเลอร์ภายใน 48 ชั่วโมงแรกไม่ควรออกกำลังกาย โปรดระวังไม่ให้ไปหน้าสัมผัสความร้อนด้วยวิธีการต่างๆ รวมไปจนถึงการถูหน้าแรงๆ การขัด การนวดใบหน้า เป็นต้น

เห็นไหมล่ะคะว่าการฉีดฟิลเลอร์นั้นไม่ได้ช่วยเพียงแค่เติมเต็มให้ใบหน้าดูอิ่มฟูเท่านั้นแต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาบนใบหน้าได้หลายจุด ซึ่งการเลือกฉีดฟิลเลอร์นั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงประเภทและชนิดของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง คุณหมอต้องมีเทคนิคและประสบการณ์ในการฉีด พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำได้อย่างถูกต้อง สถานบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลเพื่อความปลอดภัยของตัวสาวๆเองด้วย

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ สามามารถติดต่อมาที่คลินิก You Desire Clinic ได้ทั้งสองสาขาที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ร้อยไหม หรือ ไฮฟู่ HIFU ควรเลือกทำอะไร แบบไหนเหมาะกับใคร และเจ็บหรือไม่?

Hifu vs lifting compare

ร้อยไหม หรือ ไฮฟู่ HIFU ควรเลือกทำอะไร แบบไหนเหมาะกับใคร ต่างกันอย่างไร มาหาคำตอบกับบทความนี้

ผิวบนใบหน้ากับกาลเวลาเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้จริงหรือ? ปัจจุบันนี้ด้วยนวัตกรรมอันไร้ขีดจำกัดที่เข้ามาทลายความเชื่อเดิมๆ ที่มีต่อความงามกับการยกกระชับใบหน้าด้วยการร้อยไหม และ การเลเซอร์แบบ HIFU ซึ่งกาลเวลาก็ไม่สามารถพรากความอ่อนโยนจากผิวคุณไปได้ วันนี้เราจะไปหาคำตอบกันว่าระหว่างการรักษาด้วยวิธีร้อยไหม กับ HIFU อะไรจะตอบความต้องการของคุณได้มากที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับร้อยไหมและ HIFU

ร้อยไหมต่างจาก HIFU อย่างไร ?

ทั้งการร้อยไหมและการเลเซอร์ HIFU มีจุดมุ่งหมายเดียวกันเพื่อปรับรูปหน้า ลดความหย่อนคล้อยของผิวตามธรรมชาติ ปรับผิวหน้าของคุณให้ดูเต่งตึงมากขึ้น แต่จะมีข้อแตกต่างตามกลวิธีในการรักษา เครื่องมือที่ใช้ และการดูแล โดยวันนี้เราได้สรุปออกมาเป็น 4 ข้อหลักๆ ดังนี้ค่ะ

ร้อยไหมเหมาะกับใคร?

วิธีรักษาด้วยการร้อยไหม คือวิธียกกระชับผิวหน้าให้ได้รูปได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น ด้วยการร้อยไปยังชั้นคอลลาเจนใต้ผิวหน้าหรือลงชั้นกล้ามเนื้อ โดยจะเป็นไหมขนาดเล็กและสามารถละลายได้ตามกำหนดเวลา ซึ่งเหมาะอย่างมากกับผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยจากกาลเวลา ไม่ได้รูป หรือ ผิวย่นจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจจะมีการพักฟื้น ซึ่งสามารถรับคำแนะนำจากคุณหมอได้

HIFU เหมาะกับใคร?

อยากหน้าเด็กไร้ริวร้อย คุณสามารถเลือกวิธีการรักษาแบบเลเซอร์ HIFU ด้วยการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวิธีการนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า กลัวเข็ม ไม่ต้องการพักฟื้น และไม่ต้องการใช้เข็ม

HIFU treatment

ร้อยไหมกับ HIFU อย่างไหนอยู่ได้นานกว่ากัน?

สำหรับประเด็นเรื่องความคงทนระหว่างการร้อยไหมกับ HIFU ปัจจัยสำคัญที่สุดคือวัสดุหรืออุปกรณ์ที่เลือกใช้ โดยการร้อยไหมจะขึ้นอยู่กับไหมที่ใช้ซึ่งเฉลี่ยแล้วไหมจะละลายภายไหน 8 เดือนถึง 1 ปี ต่างจากการทำ HIFU ที่ใช้เครื่องเลเซอร์ซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งการรักษาทั้ง 2 แบบนี้จะแตกต่างไปตามลักษณะผิว โครงสร้างหน้า อายุ และปัจจัยอื่นๆ ของผู้รับการรักษาอีกด้วย

ดังนั้นถ้าสรุปในเงื่อนไขที่คงที่จะพบว่าการร้อยไหมจะอยู่ได้นานกว่าการทำ HIFU แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือเรื่องของราคาและวิธีการดูแลตัวเองหลังการรักษาที่ไม่เหมือนกัน

ร้อยไหมกับ HIFU อย่างไหนเจ็บกว่ากัน?

การร้อยไหมและการทำ HIFU จะให้ผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน โดยหากพิจารณาด้านอาการเจ็บหรือผลข้างเคียงที่ตามมาหลังการรักษาก็สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. การร้อยไหม – ผู้รับการรักษาอาจมีอาการเจ็บจากการใช้เข็มหรืออาการปวดจากการยกกระชับใบหน้า รวมไปถึงอาจพบรอยช้ำบริเวณที่ใช้เข็ม
  2. การทำ HIFU – อาจพบอาการเสียวแปลบๆ หรือ อาการหน่วงๆ จากการยิงเลเซอร์เข้าไปเพื่อยกกระชับ นอกจากนี้ถ้าทำการรักษากับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญพออาจพบรอยไหม้จากการทำ HIFU ได้อีกด้วย

โซลูชั่นด้านการเสริมความงามของแต่ละคนอาจให้คุณค่าที่แตกต่างกัน โดยการรักษาด้วยวิธีการร้อยไหม กับ HIFU คือโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดด้านการยกกระชับผิวหน้า เพื่อลดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่เกิดจากกาลเวลาตามธรรมชาติ แต่วันนี้คุณสามารถออกแบบความงามให้กับตัวเองได้เพียงเลือกใช้วิธีการรักษาที่ดีมีคุณภาพ และตอบโจทย์ฉบับความงามที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณมากที่สุด

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าเราเหมาะกับการทำยกกระชับด้วยวิธีไหน สามารถติดต่อสอบถามหรือรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ฟรีที่ YDC You Desire Clinic ทั้งสองสาขา ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Laser q-switch ตัวช่วยลดลอยสิว ฝ้า กระ ยอดนิยมตลอดกาล

laser q switch face

Laser q-switch ตัวช่วยลดลอยสิว ฝ้า กระ ยอดนิยม มีหลักการทำงานอย่างไร

โปรแกรมยอดนิยมจากสถาบันเสริมความงามกับ เลเซอร์ Laser q-switch ที่ใช้รักษาริ้วรอยบนใบหน้าให้ดูจางลง  วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับเลเซอร์ดังกล่าวให้มากขึ้นว่าเค้ามีหลักการทำงานอย่างไร ช่วยรักษาได้อย่างไร และมีประโยชน์อะไรบ้าง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์ Q-Switch

Laser q-switch คืออะไร

Laser Q-Switch หรือ คิว-สวิทช์ คือ หนึ่งในกลุ่มเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้รักษาฝ้า กระ รอยสัก หรือแม้แต่รอยแผลเป็น ที่สถาบันความงามหลายต่อหลายแห่งยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเลเซอร์ประเภทนี้ให้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของใครที่ต้องการใบหน้าที่เนียน ใส ดูมีออร่า จึงไม่แปลกที่นวัตกรรมล่าสุดนี้จะเป็นที่นิยมในหมู่กว้าง ด้วยราคาและผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันที่จะเผยทุกเคล็ดลับแห่งความงามเหนือกาลเวลา

หลักการทำงานของ Laser q-switch

ปกติแล้วการทำงานของเลเซอร์ทั่วไปที่ส่งลำแสงและความเข้มข้นจากตัวแปรความยาวเคลื่อนที่ต่างกันสู่ผิวบนใบหน้า แน่นอน Laser q-switch ก็มีหลักการทำงานที่คล้ายกันแต่ด้วยความต่างที่ลงตัวของความเข้มข้นและความหนาแน่นที่ปล่อยออกมาในเวลาที่เร็วปรากฎลำแสงเป็น 2 ชนิด ดังนี้

  • Laser q-switch ชนิดความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร จะช่วยทำลายเม็ดสีที่อยู่ชั้นตื่น เหมาะกับการลบรอยฝ้า ปานแดง กระแดง เป็นต้น
  • Laser q-switch ชนิดความยาวคลื่น 1,064 นาโนเมตร มีส่วนช่วยให้รอยจากแผลเป็นและรอยสัก ดูจางขึ้น จากการรักษาในระดับชั้นผิวหนังลึก

โดยสำหรับขั้นตอนการทำ อันดับแรกจะทายาชาทิ้งไว้ในกรณีที่ลบรอยสัก แต่กรณีอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องใช้แต่อาจจะใช้การเป่าลมเย็นแทน จากนั้นจะทำการยิงเลเซอร์ q-switch ในบริเวณที่ต้องการรักษาริ้วรอย เฉลี่ยแล้วใช้เวลาในส่วนนี้ 10-30 นาที

Laser q-switch ช่วยอะไรได้บ้าง

จากหลักการทำงานของเลเซอร์ q-switch จะช่วยให้ริ้วรอยบริเวณที่ทำการรักษาปรับสมดุลและขับสีผิวใหม่ เพราะจากการยิง Laser q-switch ทำให้เม็ดสีบริเวณนั้นๆ แตกตัวออกมา และเม็ดเลือดขาวจะกำจัดเม็ดสีเหล่านั้นเนื่องจากเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ผ่านหลักการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย

ดังนั้นทั้งฝ้า กระ รอยดำ รอยแดง ปานดำ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ รอยสัก รอยไหม้ รอยดำจากแสงแดด สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกรักษาระดับเม็ดสีให้แลดูจาง กระจ่างใสขึ้น ใบหน้าของผิวของผู้ใช้งานก็จะดูเนียนและใสขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการรักษาจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบุคคล ซึ่งหากอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาทุกอย่างจะเป็นไปตามมาตรฐาน

Laser q-switch เจ็บไหม

ถือเป็นคำถามยอดนิยมที่เหล่าผู้ใช้บริการต่างให้ความสนใจ สำหรับ Laser q-switch ก็มีกลไกการใช้งานที่คล้ายกับเลเซอร์ทั่วไป ดังนั้นขณะที่รับการรักษาจะพบอาการอุ่นร้อนบ้าง แต่ด้วยระยะเวลาการรักษาที่ไม่นานจนเกินไปและจากตัวอย่างของผู้ใช้บริการก็แสดงความคิดเห็นว่าผลที่ได้รับมีความคุ้มค่า

อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่อยากทำมากๆ แต่รู้สึกกังวลเป็นพิเศษสามารถเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการใช้งานจริงได้ เพราะแพทย์ผู้ที่ให้การรักษาจะทราบถึงกระบวนการทำเป็นอย่างดี

Laser q-switch นานไหมกว่าจะเห็นผล

การทำเลเซอร์ q-switch ปัจจุบันนี้มีการเตรียมพร้อมในเรื่องของเครื่องมือและการให้บริการที่เชี่ยวชาญ ส่งผลให้การรักษาจะอยู่ในระดับความเชื่อมั่นที่สูง ดังนั้นการรักษาประมาณ 3-5 ครั้งจะเห็นผลที่ชัดเจนมาก ทั้งรอยฝ้า กระ ความคล้ำจากแสงแดด หรือริ้วรอยอื่นๆ

การใช้งานในครั้งแรกอาจจำเป็นที่ต้องยิงเลเซอร์ q-switch ติดต่อกัน 3 ครั้ง จากนั้นให้เว้นระยะห่าง 3-6 สัปดาห์เพื่อให้ผิวและเม็ดสีชั้นลึกมีการปรับสภาพผิวให้พร้อมต่อการผลัดสีผิว ดังนั้นการรักษาโดยรวมอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการในการรักษาของลูกค้าแต่ละราย

วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Laser q-switch

การรักษาด้วย Laser q-switch จะช่วยให้ผิวหน้าของดูเนียนกระจ่างใสขึ้น แต่หากหลังการรักษาแล้วเผลอมองข้ามการดูแลรักษาที่เคร่งครัด ผิวหน้าของคุณอาจจะกลับมาแย่กว่าเดิม ดังนั้นจำเป็นอย่างที่จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญดังนี้

  1. ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน และงดการเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานาน
  2. ในช่วงแรกของการรักษา โดยเฉพาะวันแรกหลังรับบริการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
  3. ควรทำความสะอาดปลอกหมอน ที่นอน หรือบริเวณโดยรวมของที่อยู่อาศัย เพราะฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ต่อผิวได้
  4. สบู่หรือโฟมล้างหน้าต้องอ่อนโยนต่อใบหน้า
  5. ในช่วงนี้ที่จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย ควรเลือกใช้ที่อ่อนโยนต่อใบหน้า ถ้าเป็นแบบผ้าควรหมั่นซักเป็นประจำสม่ำเสมอ

ความไม่มั่นใจจากริวร้อยบนใบหน้าสามารถสร้างผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในประจำวันของเรา ที่คนอื่นยากจะเข้าใจ วันนี้ Laser q-switch ได้เข้ามามีบทบาทที่จะเปลี่ยนทุกอุปสรรคให้กลายเป็นข้อได้เปรียบ ด้วยนวัตกรรมที่ผสานกับความละเอียดอ่อนของความงามที่จะสร้างให้คุณกลายเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้ เพราะ Laser q-switch มีระดับความเข้มข้นและความหนาแน่ของลำแสงที่ยิงตรงไปขจัดริ้วรอยต่างๆ ให้ดูจางลงได้ ส่งผลให้โดยรวมของผิวหน้าคุณดูเนียนและกระจ่างใสขึ้น

หากคุณผู้อ่านต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Laser q-switch สามารถติดต่อได้ที่ YDC You Desire Clinic ของคุณหมออ้อยที่เฟซบุคเพจหรือสามารถติดต่อที่คลีนิกทั้งสองสาขา เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ฟิลเลอร์คาง คืออะไร? อยู่ได้นานแค่ไหน?

women filler chin

ฟิลเลอร์คาง คืออะไร? เปรียบเทียบกับการเสริมคาง

อยากปรับรูปหน้า เสริมคางใหม่ แต่ไม่อยากผ่าตัดต้องพักฟื้น การฉีดฟิลเลอร์คางคือคำตอบของคุณ อาจเคยได้ยินกันบ่อยๆ สำหรับการฉีดฟีลเลอร์ที่มักจะพบเจอในสถาบันเสริมความงามทั่วไป แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมการฉีดฟีลเลอร์ที่คางถึงเป็นที่นิยมและคนส่วนใหญ่นิยมเลือกวิธีการนี้แทนการผ่าตัดศัลยกรรม บทความนี้จะมาพูดถึงความหมายและวิธีการฉีดฟีลเลอร์ รวมถึงข้อดีข้อจำกัด เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการของคุณ

filler info

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์คาง

ฟิลเลอร์คาง คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์คาง คือ หนึ่งในรูปแบบการเสริมความงามที่จะฉีดสารไฮยาลูรอนิค แอซิดเข้าไปเติมเต็มบริเวณคางที่คุณต้องการปรับโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูมีสัดส่วนมากยิ่งขึ้น ความสมมาตรของใบหน้าจะช่วยให้คุณมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยกรดชนิดนี้สามารถพบได้ในร่างกายของเรา แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นสารก็จะถูกผลิตน้อยลงตามไปด้วย ที่สำคัญเนื้อฟิลเลอร์นี้จะสลายไปเองตามธรรมชาติ 100% ไม่ตกค้าง และถ้าฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะไม่เป็นอันตราย

ใครเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์คาง

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการฟิลเลอร์ เพราะจริงๆ ผู้ใช้บริการแต่ละท่านที่เข้ามารับการฉีดฟิลเลอร์ก็จะมีจุดประสงค์และความต้องการที่แตกต่างกัน บางท่านฉีดฟิลเลอร์ไม่กี่ซีซีก็ได้รูปหน้าที่สมดุลแล้ว แต่บางท่านอาจต้องการเติมเต็มให้คางยาวขึ้นหรือมีความสมมาตรก็อาจต้องใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากกว่า โดยขอสรุปบุคคลที่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์คางดังนี้

  1. ผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดเสริมคาง

หากไม่อยากผ่าตัดเสริมคาง เพราะกลัวการผ่าตัดและต้องมีการพักฟื้นเพื่อให้คางเข้าที่ จึงแนะนำเป็นการฉีดฟิลเลอร์ เพราะผลลัพธ์ที่ได้มักไม่ได้แตกต่างกันมาก ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ที่คางจะสะดวกสบายมากกว่า แต่หากผู้ใช้บริการมีโครงสร้างคางที่สั้นมากๆ แพทย์ก็อาจแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อเสริมซิลิโคนเข้าไปแทน

  1. ผู้ที่ชื่นชอบการเสริมความงาม

สำหรับใครที่ชื่นชอบการเสริมความงาม การฉีดฟิลเลอร์ที่คางก็นับเป็นฟังก์ชันที่เสริมการทำศัลยกรรมอื่นๆ ได้อย่างดี เช่น ถ้าคุณอยากจะเสริมจมูกด้วยฟิลเลอร์หรือซิลิโคน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการฉีดฟิลเลอร์ที่คาง ซึ่งนับเป็นการเสริมความงามที่ลงตัว

ฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานแค่ไหน?

  1. โดยปกติแล้วฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ในสถาบันเสริมความงามชั้นนำก็จะเลือกฟิลเลอร์ที่สามารถคงอยู่ที่คางได้ประมาณ 1-2 ปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ฟิลเลอร์สลายแบบธรรมชาติได้ 100 %

ฟิลเลอร์คางใช้ปริมาณกี่ CC. ถึงจะออกมาสวย

การฉีดฟิลเลอร์จะกำหนดปริมาณเป็น CC. (Cubic Centimeter) หรือ ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยในแต่ละเคสของผู้ใช้บริการจะกำหนดปริมาณฟิลเลอร์ที่ต่างกันตามรูปคาง แต่โดยปกติแล้วปริมาณ 1-2 CC ก็นับเป็นตัวเลือกยอดนิยมในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีรูปคางที่เท่ากันอยู่แล้วแต่ต้องการให้ดูเรียวยาวขึ้น แพทย์ก็มักจะใช้ฟิลเลอร์ที่ปริมาณ 1 CC. นั้นเอง

review filler chin01

ฟิลเลอร์คางมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร?

ข้อดี

  1. ไม่มีรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น

การฉีดฟิลเลอร์ที่คาง คุณไม่จำเป็นต้องพักฟื้นหรือคอยระมัดระวังรอยแผล เพราะการฉีดด้วยวิธีนี้ไม่เหมือนการผ่านตัด ที่สำคัญฟิลเลอร์จะเข้าไปปรับรูปหน้าของคุณในดูมีสัดส่วน เรียวสวย และเห็นผลได้หลังจากทำไม่นาน ซึ่งอาจพบมีรอยเข็มแค่บริเวณใต้คางไม่กี่วัน จึงเหมาะกับการเสริมความงามที่ต้องการเห็นผลทันที

  1. เป็นวิธีที่ยืดหยุ่น

เป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ใช้บริการที่ชอบเสริมเติมแต่งความงามอยู่เสมอ โดยวิธีนี้เปิดโอกาสให้คุณสามารถเพิ่มหรือปรับแต่งคางได้อย่างยืดยุ่น

  1. มีสถาบันเสริมความงามหลากหลาย

เนื่องจากวิธีการฉีดฟิลเลอร์ที่คางเป็นที่นิยมและเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย คุณจึงมีทางเลือกในการใช้บริการจากสถาบันเสริมความงามคุณภาพที่หลากหลาย แต่ก่อนใช้บริการต้องศึกษาให้แน่ใจก่อนว่าเป็นสถาบันที่มีประสิทธิภาพจริงๆ

  1.  รูปทรงสวยเป็นธรรมชาติ

เสริมคางด้วยการฉีดฟิลเลอร์จะให้รูปหน้าที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยเทคนิคนี้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์


ข้อจำกัด

  1. ต้องเลือกใช้บริการกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์คาง มักพบบางรายที่เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้เนื้อคางผิดรูป สาเหตุเป็นเพราะมีการฉีดในเนื้อคางชั้นตื้นเกินไป ดังนั้นคุณต้องเลือกใช้บริการกับแพทย์ที่ฉีดด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและมีความเชี่ยวชาญ

  1. อายุฟิลเลอร์จะอยู่ที่ 1-2 ปี

อาจเร็วเกินไปสำหรับระยะเวลาของฟิลเลอร์ที่จะอยู่ประมาณ 1-2 ปี จึงเป็นที่มาของการฉีดฟิลเลอร์กันอยู่เรื่อยๆ แต่นั้นก็นับเป็นข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการที่อยากปรับเสริมให้คางดูสวยเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์คางหรือศัลยกรรมเสริมคาง เลือกอันไหนดี?

ฉีดฟิลเลอร์คาง
ศัลยกรรมผ่าตัดเสริมคาง
ฉีดแล้วกลับบ้านได้ ไม่ต้องพักฟื้น
ผ่าตัดแล้วต้องพักฟื้น
และต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ตลอด
ฉีดแล้วเห็นผลทันที เหมาะกับงานรีบเร่ง
ผ่าตัดแล้วต้องรอคางเข้าที่ ต้องใช้เวลาสักระยะ
ฉีดแล้วช่วยให้คางยาวสูงสุดประมาณ 1 เซ็นติเมตร
มีขนาดความกว้างและยาวหลากหลาย
สามารถเสริมเพิ่มเติมได้อย่างยืดหยุ่น
ซิลิโคนจะไม่มีการฉีดสลาย
แต่ต้องผ่าตัดออกเท่านั้น
ฟิลเลอร์สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ
ซิลิโคนเป็นสารที่สลายตัวได้ยาก

วิธีดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์คาง

  1. ห้ามออกกำลังกายภายใน 48 ชั่วโมง หลังฉีดฟิลเลอร์
  2. ห้ามแกะ เกา นวด บริเวณที่ทำการฉีดฟิลเลอร์
  3. อาการบวมและรอยขากเข็มจะหายไปเองภายในประมาณ 3-7 วัน
  4. พยายามหลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความร้อนหลังจากฉีดฟิลเลอร์
  5. พยายามอย่าสัมผัสหรือกดทับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนผิดตำแหน่งได้
  6. งดทำเลเซอร์แบบร้อนอย่างน้อย 1 เดือน
  7. ควรดื่มน้ำให้มากๆ ประมาณ 12 แก้วต่อวัน

รีวิวเคส Filler ฟิลเลอร์ ที่ YDC You Desire Clinic

สอบถามโปรโมชั่นฟิลเลอร์ Filler ดีๆ ของคุณหมออ้อยที่  YDC You Desire Clinic ได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

Meso Melasma คืออะไร? ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหน้าใส เรียบเนียน

Meso Melasma คืออะไร? ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหน้าใส เรียบเนียน

กำลังมาแรงสำหรับอีกหนึ่งวิธีในการดูแลผิวหน้าด้วย Meso Melasma คงจะปฏิเสธไปไม่ได้ว่าความสวยงามนั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก Meso Melasma ให้ลึกลงไปอีกนิดว่ามันคืออะไรและช่วยแก้ปัญหาอะไร ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย!

meso info

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Meso Melasma

Meso Melasma คืออะไร?

เป็นการฉีดตัวยารักษาด้วยเข็มขนาดเล็กเพื่อนำสารที่เป็นประโยชน์จำพวกมัลติวิตามิน วิตามินซี แอนติออกซิเดน หรือสารบำรุงผิวตัวอื่นๆเข้าไปในชั้นผิว หรือที่เราเรียกกันว่า “ผิวชั้นเมโส” โดยเข็มจะทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของชั้นผิวและตัวยาที่ถูกฉีดเข้าไปสามารถซึมและเข้าฟื้นฟูผิวได้ในทันที ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าขาว เรียบเนียน กระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอได้เป็นอย่างดีและตรงจุดมากที่สุด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. Meso Melasma แบบที่ 1 รักษาฝ้าและรอยดำรอยแดงที่เกิดจากสิว กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีขาวแทนเม็ดสีคล้ำ
  2. Meso Melasma แบบที่ 2 ยับยั้งการสร้างเม็ดสีลดการเกิดฝ้ากระจุดด่างดำและรอยดำรอยแดงที่เกิดจากสิว
prp header

Meso Melasma ช่วยแก้ปัญหาอะไร ?

เนื่องจาก Meso Melasma เป็นการฉีดตัวยารักษาเข้าไปในชั้นผิว ซึ่งเป็นการรักษาที่ตรงจุดที่สุดเพราะยาสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ทันที โดยที่ไม่ต้องพักฟื้น สามารถแก้ปัญหาเรื่องแต่งหน้าแล้วเครื่องสำอางไม่ติดหน้า รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน มีสิวเสี้ยน ใบหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ใบหน้ามีฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำรอยแดง รอยแผลที่เกิดขึ้นจากสิว รอยสิวและมีริ้วรอยแห่งวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Meso Melasma เหมาะกับใคร ?

Meso Melasma เป็นการรักษาที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำรอยแดง รอยแผลที่เกิดขึ้นจากสิว รอยสิวและริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินมากเกินไป ภาวะที่ผิวหนังบางจุดมีสีเข้มกว่าปกติจึงทำให้เกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอกลายเป็นจุดด่างดำ เมโสจะช่วยรักษาและบำบัดโดยการใช้ตัวยาฉีดลงไปในชั้นผิวเมโสควบคุมให้เซลล์สีทำงานลดลงและตัวยาจะซึมเข้าสู่ผิวได้ในทันทีจึงสามารถลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำให้จางลงและเห็นผลได้อย่างชัดเจน รวดเร็วที่สุด

ทำ Meso Melasma เจ็บไหม?

การทำ Meso Melasma ไม่เจ็บมากนักอยู่ในระดับที่พอทนได้ ในคนไข้บางรายสามารถใช้ยาชาร่วมด้วยได้และในคนไข้บางรายไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมากและการแทงลงไปในชั้นผิวลึกเพียง 2 มิลลิเมตรเท่านั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการแทงลงไปลึกมากนัก อาจจะรู้สึกได้ถึงการสะกิด ซึ่งจะหายไปในเวลาประมาณ 15-20 นาที ทั้งนี้หลังจากการทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้นสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้เลย

ขั้นตอนการทำ Meso Melasma

  1. หลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว ทำการทายาชาให้ทั่วบริเวณผิวหน้า จากนั้นแร็ปหน้าด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาระเหย ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
  2. ทำการลงเข็มทั่วใบหน้าใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที โดยเข็มที่ใช้จะมีขนาดความลึกแตกต่างกัน ได้แก่ 0.25, 0.5, 0.75, 1, 2 มิลลิเมตร ซึ่งขนาดเข็มที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
  3. ทำการประคบเย็นด้วยเครื่องประคบ
  4. รับยาแก้อักเสบกลับมาทาที่บ้าน
  5. เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ทำเป็นประจำทุกอาทิตย์ หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ โดยระยะเวลาในการทำติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

วิธีดูแลตัวเองหลังการทำ Meso Melasma

  1. หลังจากการรักษาจะเห็นรอยแดงของเข็มปรากฏประมาณ 3-4 ชั่วโมง ควรงดทาครีม ล้างหน้า แต่งหน้าและออกกำลังกาย
  2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วัน หลังจากการฉีด
  3. งดการออกแดด การโดนแดดแรงๆ หรือความร้อนจัด หลังจากทำเป็นเวลา 2 วัน
  4. งดทำเลเซอร์และทรีทเม้นท์หน้าใน 1 สัปดาห์แรก หลังจากการฉีด
  5. หลังจาก 4 ชั่วโมงให้หลังสามารถล้างหน้าและลงครีมบำรุงได้ตามปกติเน้นครีมที่มีส่วนผสมของวิตามิน แต่ไม่ควรใช้ครีมจำพวกไวท์เทนนิ่ง หรือครีมหน้าขาวใดๆทั้งสิ้น

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย

-การทำ Meso Melasma กี่วันจึงจะเห็นผล?

จะเริ่มเห็นผลประมาณ 3 วันหลังการฉีดและจะเห็นผลเต็มที่ประมาณ 7-14 วัน

-การทำ Meso Melasma ต้องทำการฉีดซ้ำหรือไม่?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต้องทำการฉีดซ้ำทุกๆ 1-2 อาทิตย์เพื่อให้ฝ้ากระจุดด่างดำดูจางลง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลร่วมกับการตรวจสอบสภาพผิวของแพทย์ผู้ดูแล

การทำ Meso Melasma ถือว่าเป็นเทคโนโลยีการดูแลผิวหน้าที่ดูแลได้อย่างตรงจุดและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้แนะนำให้ทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อผิวหน้าที่สวยใส ไร้ฝ้า กระ จุดด่างดำ หากต้องการคำปรึกษาหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำเมโส สามารถปรึกษากับทีมหมออ้อยได้ที่คลีนิกทั้งสองสาขาที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ฉีดวิตามินผิว IV Drip วิตามินดริฟ ดีไหม ได้ผลจริงหรือไม่ มาหาคำตอบกัน

vitamin drip ydc clinic

ฉีดวิตามินผิว ดีไหม IV Drip วิตามินดริฟ คืออะไร

“ผู้หญิงกับความสวยเป็นของคู่กัน” คำกล่าวนี้ยังคงเป็นความจริงอยู่ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีต่างๆกันมากขึ้น เช่น การทาครีม การขัดผิว การทานอาหารเสริม หรือวิตามินต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการที่ทำให้ผิวขาวแบบเร่งด่วนที่กำลังเป็นที่นิยม นั่นก็คือการฉีดวิตามินผิวค่ะ

vitamin drip ydc clinic 01

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำวิตามินผิว IV Drip

วิตามินผิว คืออะไร?

วิตามิน (Vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองแต่ร่างกายมีความต้องการ เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างกระบวนการการทำงานระบบต่างๆของร่างกายในปริมาณที่น้อยมากๆ หากต้องการวิตามินจึงต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง ส่วนแร่ธาตุ (Mineral) คือสารประกอบอนินทรีย์ที่ไม่ให้พลังงาน ร่างกายไม่สามารถขาดได้แต่ก็ไม่ได้ต้องการในปริมาณที่มากนัก ดังนั้นทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างก็มีส่วนสำคัญต่อกระบวนการการทำงานของร่างกายทุกระบบและผิวพรรณ

vitamin drip ydc clinic

การฉีดวิตามินผิว คือ?

การฉีดวิตามินผิว หรือการให้วิตามินผิว IV Vitamin Therapy หรือ IV Vitamin Drip  คำว่า “IV” ย่อมาจาก Intravenous หรือหลอดเลือดดำ ดังนั้นการฉีดให้วิตามินผิว คือ การฉีดวิตามิน หรือสารน้ำผ่านทางเส้นเลือดดำเข้าสู่ร่างกายโดยตรงด้วยการผสมวิตามิน แร่ธาตุเข้ากับน้ำเกลือตามปริมาณที่เหมาะสมของร่างกายแต่ละบุคคล ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ทันทีเพื่อให้ผิวขาว กระจ่างใส เป็นวิตามินที่คนเราต้องการในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ต่อต้านอนุมูลอิสระและนำไปใช้ในการสร้างคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวพรรณได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

ฉีดวิตามินผิว ดีไหม

อย่างที่ทราบกันดีว่าวิตามินผิวมีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด ซึ่งวิตามินแบบรับประทานร่างกายจะสามารถดูดซึมวิตามินได้ประมาณ 50% เท่านั้น หากเทียบกับการฉีดวิตามินจะทำให้ร่างกาย ได้รับวิตามินอย่างแน่นอน มีการดูดซึมได้ดีและรวดเร็วกว่าสูงถึง 90% เลยทีเดียว ช่วยทำให้ผิวกระจ่างใส ขาว เรียบเนียนแต่ไม่ได้ขาวจนเกินลักษณะผิวเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับการฉีดวิตามินเข้าสู่ผิวเป็นประจำก็จะทำให้ผิวชุ่มชื่นและมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรคหวัด ดีท็อกซ์ผิวและอันตรายที่เกิดจากแสงแดดได้ดีขึ้นอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงของการเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงต้องศึกษาเกี่ยวกับตัวยาและประเภทวิตามินที่จะนำมาฉีด การปรึกษาคุณหมอเจ้าของเคสที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทางเพิ่มเติมร่วมด้วย

ฉีดวิตามินผิว เห็นผลจริงไหม

แน่นอนว่าการที่ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่สามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้โดยทันทีจะต้องเห็นผลที่ดีกว่าอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการฉีดวิตามินผิว ถ้าจะให้เห็นผลลัพธ์ที่แน่นอนจำเป็นที่จะต้องมาฉีดวิตามินผิวห่างกันอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ประมาณ 3-5 ครั้งขึ้นไป จึงจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูดซึมสารอาหารต่างๆของแต่ละบุคคลด้วย

 

ไม่เพียงแค่ความแตกต่างของสภาพผิวและการดูดซึมสารอาหารเท่านั้นแต่ยังรวมไปจนถึงปัจจัยอื่นๆอีกด้วย เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในสัดส่วนที่พอเหมาะ การทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง การไม่ตากแดดหรือปล่อยให้ผิวสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานๆ รวมไปจนถึงความสม่ำเสมอของการให้วิตามินผิว เป็นต้น

vitamin drip ydc

ฉีดวิตามินผิว อยู่ได้นานไหม?

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่าการฉีดวิตามินผิวนั้นมีทั้งข้อดีและเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนแต่ถ้าถามว่าอยู่ได้นานไหม ก็ต้องขอตอบว่าขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูดซึมสารอาหารของแต่ละบุคคล รวมทั้งปริมาณการฉีดในแต่ละบุคคลด้วยเช่นกันเพราะคนที่ฉีดมากก็จะได้รับวิตามินผิวปริมาณที่มากกว่า นอกจากนี้การฉีดเป็นประจำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินแบบต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้การฉีดวิตามินจะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งทำให้ผิวขาวเนียนสดใส มีออร่า ลดรอยหมองคล้ำ ลดเลือนรอยแผลต่างๆและจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในการฉีดครั้งต่อไป  หากทำการฟื้นฟูด้วยการฉีดวิตามินผิวจนเห็นผลชัดเจนเป็นที่พอใจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดอย่างต่อเนื่องอีก สามารถฉีดเป็นครั้งคราวตามคำแนะนำของคุณหมอได้ 

ผลข้างเคียงของการฉีดวิตามินผิว

การให้วิตามินทางเส้นเลือดเป็นวิธีการที่คล้ายกับการฉีดยาเข้าเส้นทั่วไปจึงจำเป็นที่จะต้องมีการให้บริการด้วยเทคนิคการปลอดเชื้ออย่างสะอาดที่สุดเพื่อป้องกันความเสี่ยงติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้การให้บริการจากทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถคำนวณปริมาณสัดส่วนของวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายคนไข้แต่ละคนต้องการได้อย่างแม่นยำ คลินิกและสถานพยาบาลต้องมีมาตรฐาน มีใบรับรองที่ผ่านการตรวจสอบการอนุญาตและใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้เท่านั้น นอกจากนี้สถานพยาบาลบางแห่งได้ทำการฉีดสารกลูต้าไธโอนร่วมกับการให้วิตามินผิวเพื่อให้เห็นผลอย่างชัดเจน ผู้ใช้บริการจึงควรตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่ากระบวนการและตัวยาทุกอย่างนั้นจะเป็นไปตามที่ได้ปรึกษากับคุณหมอไว้

 

อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีความรุนแรง เนื่องจากเป็นการฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรง อาจจะทำให้เกิดผื่นขึ้น ความดันต่ำ หรือสูงและภาวะช็อคได้ การให้วิตามินผิวจึงควรหลีกเลี่ยงในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคนิ่ว โรคตับ/โรคไต คนไข้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ (G6PD Deficiency) คนไข้ที่มีภาวะเหล็กเกิน ดังนั้นผู้ใช้บริการจึงควรแจ้งปัญหาสุขภาพของตนเองกับแพทย์เพื่อทำการปรึกษาก่อนทำการรักษาทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

หากต้องการทราบข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดวิตามินผิว รวมทั้งราคาค่าใช้จ่ายและโปรโมชั่นต่างๆ สามารถสอบถามได้ที่ YDC You Desire Clinic ทั้งสองสาขาที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

PRP คืออะไร อีกหนึ่งเทรนด์ทางเลือกของการชะลอวัย

prp header

PRP คืออะไร ทางเลือกของการชะลอวัย เทรนด์ที่กำลังมาแรง

PRP (Platelet Rich Plasma) คือ กระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการฉีด PRP หรือเกล็ดเลือดพลาสม่าที่ได้รับการสกัดจากตัวของผู้รักษาเองโดยผ่านกระบวนการแยกเกล็ดเลือดออกจากพลาสม่าซึ่งจะทำให้ได้เกล็ดเลือดที่ได้มีความเข้มข้นสูงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความหยืดยุ่นและปรับสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น โดยปกติแล้วเกล็ดเลือดมีความสำคัญในการสร้างลิ่มเลือดและสร้างกลไกการห้ามเลือด โดยจะพบอยู่เป็นจำนวนมากในพลาสม่าหรือน้ำเลือด ซึ่งจะอุดมไปด้วยโปรตีนและคุณประโยชน์ที่สำคัญต่อร่างกาย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ PRP

ประโยชน์ของ PRP

ปัจจุบันนี้ด้วยความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ส่งผลให้การรักษาถูกปรับสมดุลจนพัฒนาถึงขีดสุด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญค้นพบว่าร่างกายสามารถรักษาส่วนที่สึกหรอได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกับเกล็ดเลือดที่สามารถควบคุมความสามารถและการเติบโตของปัจจัยในรักษาที่ส่งผลโดยตรงต่อการรักษาเนื้อเยื่อต่างๆ จึงทำให้การรักษาแบบ PRP ได้รับความนิยมและแสดงผลลัพธ์ด้วยคุณประโยชน์หลากหลายประการดังนี้

– กระตุ้นสเต็มเซลล์เพื่อการรักษา

การรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์จะช่วยให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการใช้กลไลที่ร่างกายเข้าใจวิธีการรักษาได้ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีปัญหาด้านเอ็นอักเสบหรือรองช้ำก็สามารถใช้วิธีการนี้เพื่อรักษาที่ต้นตอของปัญหาได้

-รักษาอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ

อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการออกกำลังกายหรือจากการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ร่างกายมีความจำเป็นต้องรักษากล้ามเนื้อ ดังนั้น PRP treatment จะเข้าไปกระตุ้นกลไลของร่างกายให้มีการเสริมสร้างเซลล์ หน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายในเกล็ดเลือดให้มีการรักษากล้ามเนื้ออย่างตรงจุด

-ปรับสภาพผิวและรักษาปัญหาด้านผิว

ปัญหาผิวถือเป็นประเด็นที่ผู้รับการรักษาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าเองเป็นบริเวณที่อ่อนโยนและไวต่อสิ่งเร้า จึงทำให้อาจพบเจอสภาพผิวที่เหี่ยวย่น ผิวหน้าแห้ง เป็นสิว มีความยืดยุ่นน้อย ปัญหาใต้ตาคล้ำ หรือ มีริ้วรอย ทั้งหมดนี้จะดีขึ้นได้หากรับการรักษาด้วย PRP treatment ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูบำรุงสภาพเซลล์ผิว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้กลับมาแข็งแรง และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิวมากขึ้น ทั้งนี้กระบวนการรักษาจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะเงื่อนไขที่ต่างกันนี้จะถูกออกแบบโปรแกรมการรักษาที่ต่างกัน

prp muscle

การทำ PRP เจ็บไหม?

วิธีการ PRP treatment โดยทั่วไปจะเหมือนกับการที่เราฉีดยาเข้าร่างกาย เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ จะเหมือนกับการฉีดเมโสที่ใช้รักษาหน้าใสที่จะรู้สึกปวดตอนเดินยาเท่านั้น นอกจากนี้การเข้ารับการรักษาต้องอาศัยความมั่นใจของผู้ใช้บริการเพราะ PRP treatment จะถูกออกแบบโปรแกรมมาอย่างเหมาะสมกับผู้ใช้บริการเฉพาะรายอยู่แล้ว และการพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำให้ผู้ใช้บริการเข้าใจกระบวนการทำงานได้มากยิ่งขึ้น

ใครเหมาะกับการทำ PRP

จริงๆ แล้วการรักษาแบบ PRP treatment จะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่ต้องการรักษาให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมหรือพัฒนากลไกการรักษาด้วยตนเอง โดย PRP จะช่วยกระตุ้นให้การรักษาแบบธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มผู้ทำการรักษาออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้

  1. ผู้ที่มีปัญหาด้านผิว และต้องการรักษาโดยใช้เกล็ดเลือดเข้าไปกระตุ้นและเป็นตัวแปรให้กับเซลล์ในร่างกายสร้างเสริมการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เช่น การรักษาสิว ริ้วรอย รอยคล้ำใต้ตา ผิวหน้าแห้ง และไม่มีความยืดหยุ่น เป็นต้น
  2. ผู้ที่ต้องการรักษาเอ็นอักเสบและอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เช่น เอ็นหน้าเข่าอักเสบ รองช้ำ เอ็นอักเสบที่ข้อศอกด้านนอก กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก และกล้ามเนื้อน่อง เป็นต้น

วิธีทำและขั้นตอนของการทำ PRP

กระบวนการทำ PRP treatment จะขออธิบายเป็น 3 ขั้นตอนเพื่อง่ายต่อการเข้าใจดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ประเมินเบื้องต้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพูดคุยกับผู้ที่ทำการรักษา โดยจะประเมินความต้องการและปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมออกแบบโปรแกรม PRP treatment ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ขั้นตอนที่ 2 การสกัด PRP

การเตรียม PRP จากตัวอย่างเลือดของผู้ใช้บริการ โดยจะนำเลือดประมาณ 15-20 cc. มาผ่านเครื่อง Centrifuge เพื่อทำการสกัดแยกส่วนของเกล็ดเลือดออกจากเลือดและน้ำ โดยเกล็ดเลือดที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง มีสภาวะความสมบูรณ์สูง และอยู่ใน condition ที่พร้อมต่อการทำ PRP treatment มากที่สุด

ขั้นตอนที่ 3 เริ่มการรักษาแบบ PRP

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการทายาชาเป็นเวลาประมาณ 40-45 นาที และฉีด PRP เข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง ใช้เวลาประมาณ10-15 นาที

prp plasmar

เตรียมตัวก่อนทำ PRP

PRP treatment จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหากผู้เข้ารับการรักษามีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี และจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดดังต่อไปนี้

  • เตรียมสภาพพลังงานให้พร้อมด้วยการนอนให้ครบอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
  • ไม่ดื่ม/งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 2-3 วัน
  • รับประทานอาการให้ครบหลักโภชนาการ ไม่ควรอดอาหารหรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
  • ดื่มน้ำให้ครบปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 2 ลิตร
  • ห้ามรับประทานยากลุ่ม ASA หรือปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม

ดูแลตัวเองหลังทำ PRP

หลังการรักษาด้วย PRP treatment ผิวของคุณจะมีอาการบวมหรือมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทีละนิดและผลจะชัดเจนหลังผ่านไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นในแต่ละบุคคลอาจจะมีการฉีด PRP ซ้ำไม่เท่ากัน ซึ่งภายหลังการรักษาคุณจะต้องใส่ใจในคำแนะนำของแพทย์เพื่อประสิทธิภาพและระยะเวลาที่ผิวจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

  • ไม่ใช้เครื่องสำอาง ครีม หรือกลุ่มยารักษาหน้าต่างๆ ที่เสี่ยงต่อผิวหน้า
  • ไม่ควรล้างหน้าภายใน 6 ชั่วโมงหลังการรักษา
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • หากเกิดสิ่งผิดปกติให้แจ้งแพทย์ทันที

หากต้องการคำปรึกษาหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ PRP หรือโปรโมชั่นการทำ PRP สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากคุณหมออ้อยได้ที่คลินิกทั้งสองสาขา ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

โบท็อกเกาหลี โบท็อกเยอรมัน ต่างกันอย่างไร โบท็อกไหนดีกว่ากัน

BTA injection

Botulinum Toxin ( โบท็อกซ์ ) เกาหลีและเยอรมันต่างกันอย่างไร

กระแสการฉีด Botulinum Toxin หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่าโบท็อกซ์ ในเมืองไทยถือเป็นวัฒนธรรมด้านความงามที่ให้ผลเร็วแทบจะที่สุดในบรรดาฟังก์ชันการเสริมความงาม ซึ่งการยอมรับในระดับโลกในศิลปะการฉีดโบท็อกซ์ก็นับว่าเป็นเทรนนิยมที่สร้างปรากฎการณ์ด้านนวัตกรรมการศัลยกรรมเสริมความงามที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้บริการในยุคนี้เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่ตามมาคือการตัดสินใจเลือกใช้โบทอกซ์ที่มีหลากหลายแบบนี้อย่างไรให้ลงตัวมากที่สุด วันนี้เราจะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างประเภทของโบท็อกซ์ที่นิยมที่สุด 2 รูปแบบ “โบท็อกเกาหลีและโบท็อกเยอรมัน” แบบไหนดีกว่ากัน ราคาเป็นอย่างไร จุดเด่นแต่ละแบบเป็นยังไงไปติดตามกันเลยครับ

มาทำความรู้จัก Botulinum Toxin ของทั้งสองประเทศ

Botulinum Toxin ของประเทศเกาหลี

มาเริ่มกันที่โบท็อกซ์ประเภทแรกที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้ ประเทศซึ่งมองเรื่องการศัลยกรรมตกแต่งเป็นเรื่องปกติจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจว่านวัตกรรมด้านการเสริมความงามจะรุ่งเรื่องในภูมิภาคนี้ “Nabota นาโบตะ” หนึ่งในโบท็อกซ์ยอดนิยมที่เป็นแบรนด์เดียวของเกาหลีใต้ที่ได้การรับรองมาตรฐาน FDA จากสหรัฐฯ มีราคาที่ย่อมเยาว์และมีสรรพคุณการออกฤทธิ์ไวที่สุดจึงมีการใช้งานจากสถาบันความงามในหลายๆ แหล่งในไทย

สำหรับโบท็อกซ์ Nabota มีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะในเรื่องการทำปฏิกิริยาที่รวดเร็ว ออกผลเร็ว เห็นการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว จะเคยได้ยินกันว่าลูกค้าที่ใช้บริการฉีดโบท็อกซ์เกาหลีประเภทนี้จะมีความต้องการที่อยากให้ริ้วรอยหายทันที ลดกรามได้ในระยะเวลาไม่นาน เหมาะกับการใช้งานที่เร่งด่วน ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือระยะเวลาของโบท็อกซ์ที่อยู่บนใบหน้าก็จะลดลงเช่นเดียวกัน

Botulinum Toxin ของประเทศเยอรมัน (Xeomin)

มาสำรวจโบท็อกซ์ทางฝั่งยุโรปกันบ้าง “โบท็อก ซีโอมิน” ที่ผลิตจัดจำหน่ายโดยประเทศเยอรมัน และไม่ใช่โบท็อกซ์ธรรมดาด้วย เพราะในสถาบันความงามในบ้านเราก็นิยมใช้โบท็อกซ์ประเภทนี้ก็อยู่ไม่น้อย เป็นแบรนด์เดียวที่ได้รับการยอมรับว่า ไม่ทำให้เกิดการดื้อต่อ  toxinเพราะมีความบริสุทธิ์ ที่สุดและและไม่กระตุ้นการต้าน toxin หรือที่รู้จักกันว่า ดื้อโบ นั่นเอง เข้ามาในเมืองไทยได้ประมาณ 3 ปี ด้วยคุณสมบัติที่มีความใกล้เคียงกับโบท็อกซ์อเมริกาและโบท็อกซ์อังกฤษ

โดยการทำงานของโบท็อกซ์ Xeomin หลังฉีดแล้วจะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เบาสบาย ไม่หนักหน้า ผู้ที่ได้รับการฉีกจะสามารถแสดงสีหน้าได้อย่างไม่มีริ้วรอย หลังจาก 14 วันที่ฉีดเข้าไปจะเริ่มเห็นรูปร่างความแตกต่างที่คุณพึงพอใจ ตัวโบท็อกซ์ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง, ในตู้เย็น หรือในช่องแช่แข็งก่อนที่จะนำไปใช้

สรุปความแตกต่างระหว่างโบท็อกเกาหลีและโบท็อกเยอรมัน

จากคำอธิบายข้างต้นได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณประโยชน์หลักและกลไกการทำงานเบื้องต้นของโบท็อกซ์ทั้งสองรูปแบบ ดังนั้นเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าควรเลือกใช้โบท็อกซ์ชนิดไหนดี เราได้จัดทำตารางสรุปความแตกต่างระหว่างโบท็อกเกาหลีและโบท็อกซ์เยอรมันว่ามีจุดเด่นหรือฟังก์ชันการทำงานอะไรที่โดนใจคุณบ้าง

Botulinum Toxin เกาหลี (Nabota)
Botulinum Toxin เยอรมัน (Xeomin)
ออกฤทธิ์เร็ว
การออกฤทธิ์อยู่ในระดับมาตรฐาน
เห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลงจะพบได้ชัดหลัง 14 วัน
ราคาคุ้มค่า
เบาสบาย ไม่หนักหน้า
ได้การรับรองมาตรฐาน FDA จากสหรัฐฯ
ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
อยู่ได้ 4-6 เดือน
อยู่ได้ 4-6 เดือน
มีสารโบทูลินัมท็อกซินเอมีความบริสุทธิ์สูง
มีความบริสุทธิ์สูงและโบท็อกซ์กระจายตัว
มีโอกาสดื้อโบท็อกซ์น้อย
ได้ผลดีในกรณีที่ดื้อยา

โบท็อกซ์แบบไหนที่ได้รับความนิยมมากกว่ากัน

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าจากตัวเลือกของโบท็อกซ์ที่หลากหลายชนิดนี้ ได้สร้างความหนักใจให้กับผู้บริโภคมากพอสมควร เพราะต่างเกิดข้อสงสัยตามมาว่าจะเลือกใช้โบท็อกซ์ประเภทไหนดีที่จะตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง ในปัจจุบันนอกเหนือจากโบท็อกซ์ทั้งสองประเภทที่ไดกล่าวไปเมื่อข้างต้นแล้ว ยังมีโบท็อกซ์อีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้งที่ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษเป็นต้น

โบท็อกเกาหลี Nabota และ โบท็อกซ์ Xeomin เป็นสองประเภทที่กำลังได้รับความนิยมในเมืองไทย โดยประสบการณ์ลูกค้าที่ได้รับจากการใช้งานนี้ได้ส่งต่อให้กับลูกค้ารายใหม่ๆ ได้เกิดข้อคิดในการตัดสินใจเลือกใช้โบท็อกซ์ในทางที่เหมาะสม ที่สำคัญก็ทั้งโบท็อกเกาหลี Nabota และ โบท็อกซ์ Xeomin ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ใช้ในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงทำให้ลูกค้าเลือกใช้โบท็อกซ์ทั้งสองประเภทนี้ในโอกาสและในปัจจัยที่แตกต่างกันนั่นเอง

ข้อแนะนำในการเลือกใช้งาน

ในส่วนสุดท้ายนี้ขอนำเสนอข้อแนะนำดีๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาหรือกำลังเตรียมตัวเข้าไปฉีดโบทอกซ์ ซึ่งรายละเอียดหลักๆ ที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือศึกษารูปแบบของโบท็อกซ์ที่คุณกำลังจะใช้งาน พร้อมๆ กับตรวจสอบว่าสถาบันด้านความงามที่คุณกำลังเลือกใช้นั้นดี มีคุณภาพจริงๆ หรือไม่ ทำหัตถการโดยแพทย์หรือไม่ โดยอาจหาศึกษาได้จากคนรู้จักผู้ที่เคยใช้บริการจริงมาก่อน หรือบุคคลที่ออกมาให้ข้อเสนอแนะผ่านการรีวิวบทอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่าการฉีดสารใดๆ เข้าสู่ร่างกายนับว่ามีผลต่อการเปลี่ยนในระบบของร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นคุณควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของคุณหมอทั้งก่อนใช้บริการและหลังจากใช้บริการ

ที่ YDC You Desire Clinic มีให้บริการโบท็อกซ์ทั้งเยอรมัน และโบท็อกซ์จากเกาหลี โดยทุกเคสจะทำหัตถการโดยแพทย์ นำทีมโดยคุณหมออ้อย พญ สิริยุพา เกาสายพันธุ์ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ทุกราย สามารถขอคำปรึกษาจากคุณหมออ้อยได้ฟรีที่คลีนิกทั้งสองสาขาได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) 

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter