NAD+Therapy คืออะไร ตัวช่วยคืนความอ่อนวัย ชะลอริ้วรอยที่กำลังได้รับความนิยม

you desire clinic face-lift

NAD+Therapy คืออะไร เทรนด์ตัวช่วยคืนความอ่อนวัยล่าสุด

คุณอาจเคยรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมระหว่างวัน สาเหตุหนึ่งของการเสื่อมถ้อยของเซลล์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง ซึ่งร่างกายของเรามีกลไกที่อัศจรรย์กว่าที่คิด สิ่งเหล่านั้นช่วยฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้กลับมาฟิตปั๋งเหมือนเดิม แต่กลไกเหล่านั้นมักลดลงเมื่ออายุสูงขึ้น! ดังนั้นตัวช่วยที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้คือ NAD+Therapy ศาสตร์แห่งการชะลอวัย ที่ถือเป็นจุดกระตุ้นพลังงานและฟื้นบำรุงให้หน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายอย่างเซลล์ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ NAD+Therapy

NAD+Therapy คืออะไร

NAD+ มีชื่อเต็มว่า Nicotinamide adenine dinucleotide ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเป็นอนุพันธ์ของวิตามินบี 3 ที่มีความสำคัญในการชะลอวัยและลดการเสื่อมของสมอง ซึ่งพบความสัมพันธ์ของกลไกการทำงานโดยจะเสริมสร้างการงอกใหม่และแปลงพลังงานของเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยช่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายหรือสึกหรออย่างเช่น DNA อนุพันธ์ที่อยู่ในเซลล์ เมื่อทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น ระบบของร่างกายจะทำงานอย่างเป็นปกติโดยเฉพาะระบบเผาพลาญอาหาร เพราะ NAD+ เป็นแหล่งพลังงานในขบวนการเมตาบอลิซึม ของเซลล์มากกว่า 5,000 ชนิดนั่นเอง

อย่างไรก็ตามหลายคนเกิดความสงสัยว่าจริงๆ แล้ว  NAD+ จะสามารถช่วยการชะลอวัยได้อย่างไร จึงขอสรุปปัจจัยสำคัญที่มีส่วนโดยตรงในการส่งเสริมให้เซลล์ในร่างกายถูกฟื้นฟูและได้รับการปกป้องได้ดียิ่งขึ้นจาก NAD+ ดังนี้

  1. NAD+ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอายุขัยของเซลล์ในร่างกาย
  2. NAD+ สำคัญในขบวนการฟื้นฟูเซลล์ในระดับดีเอ็นเอ
  3. NAD+ กระตุ้นโปรตีน Sirtuins เพื่อเพิ่มการป้องกันสมองเสื่อม และยืดอายุสุขภาพเซลล์
  4. NAD+ มีบทบาทในกลไกการยืดอายุของเซลล์
  5. NAD+ เกิดการซ่อมแซม DNA ช่วยปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย

หลักการทำงานของ NAD+Therapy

นักวิทยาศาสตร์หลายท่านทำการศึกษาหลักการทำงานของ NAD+ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบความสัมพันธ์เชิงผกผันของปริมาณ NAD+ กับช่วงอายุ โดยในช่วงวัยที่สูงขึ้นจะพบ NAD+ ที่ลดลง ตามการทำงานในร่างกายที่จะลดลงตามธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งอย่างไรก็ตามการรักษาโดยเพิ่มปริมาณ NAD+ เข้าไปอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องก็จะช่วยลดการเสื่อมถอยของเซลล์ได้ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ให้ NAD+ ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำของผู้ทำการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ
  2. NAD+ จะไม่ผ่านการดูดซึมจากทางเดินอาหาร แต่จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อมุ่งไปซ่อมแซมเซลล์ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
  3. เมื่อหน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายอย่างเซลล์ ถูกให้พลังงานและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ DNA เนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบจะเข้าสู่สภาวะปกติ การทำงานต่างๆ จะมีประสิทธิภาพ
  4. เมื่อ NAD+ เข้าไปทดแทนอย่างเพียงพอระบบที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัยอย่างการเผาผลาญและสร้างพลังงานจะดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเพิ่มการส่งสัญญาณต่อเซลล์ภูมิคุ้มกัน สมดุลของร่างกายจะถูกปรับอย่างเป็นปกติ

ใครเหมาะที่จะทำ NAD+Therapy

โปรแกรม NAD+Therapy ถือเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ของผู้ใช้บริการที่ต้องการรักษาด้วยศาสตร์ชะลอวัย เพราะมีการผสมผสานระหว่างหลักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างลงตัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะสำหรับการรักษาแบบ NAD+Therapy และผู้สูงอายุบางท่านอาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแบบนี้ก็ได้ ดังนั้นกลุ่มผู้ใช้บริการที่ควรใช้โปรแกรมนี้จะอยู่ในกลุ่ม

    • บุคคลที่ประสบปัญหาเหนื่อยง่าย สมองอ่อนล้า กลุ่มคนที่ทำงานโดยใช้ความคิดเป็นหลัก
    • ผู้ที่ต้องการสร้างสร้างสุขภาพให้ดีมีคุณภาพ ต้องการคงสภาพสุขภาพเซลล์ที่ดีให้ยาวนาน
    • ผู้ที่ต้องการรักษาและเพิ่มอัตราการเผาพลาญสารอาหารในร่างกาย เพื่อลดและควบคุมน้ำหนัก
    • บุคคลที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
    • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความจำและการวิเคราะห์อันเกิดจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพของสมอง
    • ผู้ที่ต้องการชะลอและควบคุมกระบวนการความชราของเซลล์

ข้อควรทราบเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่สนใจรับการรักษากับโปรแกรม NAD+Therapy นั้นจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจการทำงานของ NAD+ เพื่อช่วยในการสร้างความมั่นใจในการใช้บริการและช่วยในการตัดสินใจหากมีความต้องการที่จะใช้บริการจริงๆ ทั้งนี้ยังมีข้อควรทราบเพิ่มเติมสำหรับ NAD+ ดังนี้

    • การรักษาด้วยโปรแกรม NAD+Therapy อาจยังชะลอการลุกลามของโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุได้อีกด้วย
    • ความเสี่ยงที่เกิดจาก NAD+Therapy จะพบได้ในความเสี่ยงทั่วไปจากการรักษา เช่น กระบวนการฉีดยาหรือใช้เข็ม ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการ
    • ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการจากแหล่งไหน จำเป็นต้องศึกษาและหาข้อมูลอย่างระเอียดถึงความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ความเชี่ยวชาญ หรือใบรับรองต่างๆ

หากต้องการคำปรึกษาหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NAD+ Therapy หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งโปรโมชั่นดีๆของ YDC You Desire Clinic สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมจากคุณหม้ออ้อยได้ที่คลินิกทั้งสองสาขาที่เบอร์ ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เสริมจมูกเย็บอินเตอร์โดม interdome เทคนิคใหม่ ดีไหม คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

nose job02

เสริมจมูก อินเตอร์โดม interdome เทคนิคใหม่ ดีไหม คืออะไร หาคำตอบได้ที่นี่

การทำจมูก หรือการศัลยกรรมเสริมจมูกเพื่อความสวยงาม คือ การผ่าตัดทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือรูปร่างของจมูก เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับรูปร่างของจมูกใหม่เพื่อเสริมความมั่นใจ หรือช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ หรืออาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ หรือความบกพร่องทางร่างกาย เป็นต้น ซึ่งการทำจมูกในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีแต่เทคนิคใหม่ที่เราจะมาทำความรู้จักกันในวันนี้ก็คือ การเสริมจมูกเย็บอินเตอร์โดมที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้

interdome nose job

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมจมูกอินเตอร์โดม

การเสริมจมูกแบบเย็บอินเตอร์โดมคือ ?

Interdome หรือการเย็บอินเตอร์โดม ย่อมาจากคำว่า “Interdomal Suture” ซึ่งนำคำว่า “Inter” และ “Dome” มาประสมกันแล้วแปลแบบตรงตัวว่า การเย็บระหว่างกระดูกอ่อนปลายจมูกส่วนกลางทั้งสองข้างเข้ามาหากัน ซึ่งจะมีกระบวนการผ่าตัดเช่นเดียวกับการศัลยกรรมเสริมจมูกปกติไม่ใช่เพียงแค่การเย็บภายนอกอย่างที่หลายๆคนเข้าใจผิดกัน เพราะว่าศัลยแพทย์จะต้องทำการเลาะกระดูกอ่อนปลายจมูกเพื่อทำการเย็บภายในอย่างแข็งแรงเพื่อดึงปลายจมูกให้ยืดขึ้นนั่นเอง

เย็บอินเตอร์โดมช่วยปรับโครงสร้างจมูกได้อย่างไร ?

การเสริมจมูก อินเตอร์โดมจะช่วยในการปรับโครงสร้างภายในของกระดูกอ่อนปลายจมูก ด้วยวิธีการเย็บกระดูกอ่อนบริเวณปลายจมูกที่กว้าง หรือห่างออกจากกันเพื่อทำการตกแต่งเสริมปลายจมูกให้ชิดกันและเห็นทรงจมูกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยทั่วไปแล้วจมูกของคนเราจะประกอบไปด้วยกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน ซึ่งกระดูกอ่อนก็จะมีอยู่ 2 ชิ้น คือกระดูกอ่อนชิ้นบนและกระดูกอ่อนชิ้นล่าง และกระดูกอ่อนชิ้นล่างตรงปลายจมูกก็จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนนั่นก็คือ ส่วนด้านใน Medial Crus ส่วนกลาง Middle Crus หรือที่เรียกว่าโดม Dome และส่วนด้านข้าง Lateral Crus ซึ่งการเย็บอินเตอร์โดมจะเป็นตัวช่วยกำหนดรูปทรงและความเรียวของปลายจมูกตามความต้องการของคนไข้ประกอบกับคำแนะนำจากทางศัลยแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นจมูกทรงเชิด ปลายพุ่ง หรือปลายยาว นอกจากนี้ยังสามารถช่วยปรับรูปทรงของรูจมูกว่าจะเป็นรูปไข่ตั้ง หรือไข่นอน

ข้อดีของเย็บอินเตอร์โดมคืออะไร ?

  1. การเย็บกระดูกอ่อนทั้งสองข้างที่ห่างกันให้เข้าหากันก็จะทำให้รูจมูกยกเป็นรูปทรงไข่ตั้ง ดึงให้ปลายจมูกดูเรียวขึ้น
  2. การปรับแต่งโครงสร้างปลายจมูกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำจมูกรูปทรงชมพู่ที่ได้รูปทรงที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้จมูกเรียวยาว
  3. การเสริมโครงสร้างกระดูกอ่อนจากวัสดุอื่นๆ เช่น วัสดุสังเคราะห์ หรือซิลิโคน เพื่อปรับเสริมให้โครงสร้างของจมูกปลายพุ่งมากขึ้น
  4. ช่วยป้องกันการทะลุของจมูก โดยการเย็บอินเตอร์โดมยกกระดูกอ่อนบริเวณปลายจมูกให้ยืดขึ้นไปพร้อมซิลิโคนและแก้ไขปัญหาเรื่องเนื้อเยื่อบางได้ด้วย
  5. ช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของปลายจมูกคด เบี้ยว เอียง หรือเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
  6. ช่วยปรับรูปทรงของจมูกให้เป็นทรงชัดเจนและคมชัดมากขึ้น
  7. มีความปลอดภัยในระยะยาว
what is benefit of interdome

การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก เย็บอินเตอร์โดม

เมื่อทำการตัดสินใจจะเข้ารับการเสริมจมูกด้วยการเย็บอินเตอร์โดมจะต้องทำการปรึกษาหารือกับทีมศัลยแพทย์ในเรื่องของแนวทางการรักษา รวมทั้งสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจของผู้เข้ารับการผ่าตัด ดังนี้

  1. ชี้แจงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ความคาดหวังของการเสริมจมูกด้วยการเย็บอินเตอร์โดม รวมทั้งชี้แจงประวัติการรักษาทางการแพทย์ให้กับทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเคส เพื่อทำการประเมินก่อนการรักษา พร้อมทั้งการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้
  2. ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นผิวหนังจมูกด้านใน ด้านนอก ความหนา ความแข็งแรงของกระดูกอ่อนปลายจมูก จากนั้นก็จะทำการถ่ายภาพในการวางแผนการผ่าตัด ในขั้นตอนนี้อาจจะมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองผล เปรียบเทียบภาพก่อน-หลังและใช้อ้างอิงการรักษา
  3. เมื่อกำหนดวันเข้ารับการรักษาได้แล้ว แนะนำให้ผู้เข้ารับการรักษาทำการนัดแนะคนใกล้ชิดให้มารับหลังจากการผ่าตัดเสร็จ ในกรณีที่ผู้รับการรักษาได้ใช้ยาชา หรือยาสลบ ฤทธิ์ของยาชาจะทำให้มีปฏิกิริยาการตอบโต้ตอบช้ากว่าปกติ ในบางรายสามารถกลับบ้านได้ทันที
  4. ลดการใช้ยาแก้ปวดประเภทต่างๆเช่น ไอบรูโพรเฟน แอสไพริน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาโรคอื่นๆให้ทำการปรึกษากับทีมศัลยแพทย์ก่อน
  5. ควรงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนการรักษาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การปฏิบัติตัวหลังเย็บอินเตอร์โดม

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด กด แกะที่จมูกหลังจากทำอะไรแล้วประมาณ 2 สัปดาห์
  2. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด หรือความร้อน เช่น การตากแดด การอบซาวน่า อบไอน้ำต่างๆ
  3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
  4. หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านและควรใส่ผ้าปิดปากเพื่อป้องกันฝุ่นควัน
  5. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารเยอะๆ การแสดงสีหน้าที่เกินพอดีเพื่อไม่ให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน
  6. แนะนำให้นอนหมอนสูง หรือใช้หมอนรองคอให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการบวม
  7. รับประทานยาแก้ปวดตามที่ศัลยแพทย์สั่งเมื่อมีอาการปวดเท่านั้น
  8. หากมีอาการผิดปกติหลังการรักษาให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนและควรปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด

เสริมจมูก เย็บอินเตอร์โดม ที่ไหนดี?

การเสริมจมูกเย็บอินเตอร์โดมจะได้ผลที่ดี หรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคพิเศษของทีมศัลยแพทย์ผู้ดูแลเคส ดังนั้นผู้เข้ารับการรักษาจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน มีใบอนุญาตและให้การดูแลรักษาภายใต้ทีมคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

รีวิวเคสเสริมจมูกแบบเย็บอินเตอร์โดม ที่ YDC You Desire Clinic

ที่ YDC You Desire Clinic คุณหมออ้อยมีประสบการณ์ในการศัลยกรรมเสริมจมูกมากเป็นจำนวนหลายเคส คลินิกมีความพร้อมได้มาตรฐาน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมสำหรับราคา หรือขอคำแนะนำได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการจริงได้ที่คลินิกทั้งสองสาขา เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) 

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง ข้อดีของฟิลเลอร์

Filler lips

Filler ฟิลเลอร์ คืออะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง ข้อดีของฟิลเลอร์

อีกเคล็ดลับหนึ่งที่มาแรงไม่แพ้วิธีอื่นๆของหนุ่มสาวในปัจจุบันก็คือ การเติมเต็มใบหน้าด้วย Filler เพื่อทำการแก้ไขจุดบกพร่องและเติมเต็มบริเวณต่างๆบนใบหน้า เช่น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้ม หรือการฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปาก เป็นต้น เพื่อให้ใบหน้ามีความอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอยต่างๆให้ดูตื้นขึ้น พร้อมทั้งช่วยปรับแต่งส่วนต่างๆบนใบหน้าให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

BTA injection

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ Filler

Filler ฟิลเลอร์ คืออะไร?

Filler ฟิลเลอร์ คือ เทคโนโลยีของการฉีดสารเติมเต็มผิว ประเภท Hyaluronic Acid ไฮยาลูโรนิคแอซิด หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “HA” ซึ่งเป็นสารที่มีการผลิตขึ้นมาเพื่อเลียนแบบตามสารที่มีในธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เพื่อช่วยเติมเต็มในชั้นผิว เสริมและแก้ไขโครงสร้างใต้ผิวหนังให้สามารถทำการกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นในบริเวณชั้นใต้ผิวหนังที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ รวมไปจนถึงการเติมเส้นใยคอลลาเจนที่ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและคืนความยืดหยุ่นให้แก่ผิวที่สลายไปตามอายุที่ร่วงโรย ริ้วรอยดูลดเลือนลงและดูตื้นขึ้น กระตุ้นให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ดูเด็กกว่าวัย ทำให้ใบหน้าดูเต่งตึง มีน้ำมีนวล เกิดความยืดหยุ่นและเนียนเรียบ ซึ่งในปัจจุบันฟิลเลอร์ไม่ได้มีข้อดีเพียงแค่การเติมเต็มใบหน้าเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องบริเวณใบหน้าเท่านั้น แต่ยังมีการใช้ฟิลเลอร์ในการปรับสภาพผิวให้ผิวอุ้มน้ำ ดูฉ่ำวาว อีกทั้งยังช่วยปรับแต่งส่วนต่างๆของใบหน้าให้ดูสวยงามสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด ศัลยกรรม หรือพักฟื้นใดๆทั้งสิ้น

ใครเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์และฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาใดได้บ้าง?

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการเติมเต็มผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีริ้วรอยดูแก่กว่าวัย หรือมีร่องลึกใต้ดวงตา บริเวณมุมปาก หรือบริเวณต่างๆบนใบหน้าเพื่อความสวยงาม สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์จะช่วยแก้ปัญหาในด้าน

  1. การแก้ไขจุดบกพร่องส่วนต่างๆของใบหน้า เช่น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้มเพื่อลดเลือนริ้วรอย
  2. การเติมเต็มบริเวณต่างๆบนใบหน้า เช่น การฉีดฟิลเลอร์เติมหน้าผาก การฉีดฟิลเลอร์เติมคาง
  3. การปรับแต่งส่วนต่างๆบนใบหน้าให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เช่น การฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปาก การฉีดฟิลเลอร์เพื่อยกกระชับและปรับโครงสร้างใบหน้าให้ได้รูปมากยิ่งขึ้น

สามารถฉีดฟิลเลอร์ตรงไหนได้บ้าง?

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเติมเต็มบริเวณใต้ตาให้ดูอ่อนวัย ไม่โทรม หรือหมองคล้ำ
  2. การฉีดฟิลเลอร์บริเวณคางเพื่อปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกับใบหน้า มีความหน้าเรียว กระชับ หรือเป็นรูปทรงวีเชฟสวยงาม
  3. การฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้มจะช่วยลดเลือนริ้วรอยให้ดูตื้นขึ้น พร้อมทั้งปรับเสริมเติมเต็มผิวหนังบริเวณแก้มให้มีความกระชับ ได้รูปมากยิ่งขึ้น 
  4. สำหรับคนที่มีริมฝีปากบาง ปากแห้ง อยากปรับเปลี่ยนรูปทรง หรือมีริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณขอบปาก การฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปากจะช่วยให้ปากดูอวบอิ่ม สุขภาพดีและดูเป็นธรรมชาติ
  5. การเติมฟิลเลอร์หน้าผากและขมับจะช่วยให้รูปหน้าได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนและเสริมสร้างโหงวเฮ้งที่ดูเป็นธรรมชาติ
  6. การเติมฟิลเลอร์จมูกเพื่อให้สันจมูก หรือปลายจมูกมีความคมชัดขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยปกติแล้วการฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานประมาณ 6-24 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อ คุณภาพของฟิลเลอร์ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์และการปฏิบัติตนหลังการฉีดฟิลเลอร์

filler info

วิธีปฏิบัติตนก่อนฉีดฟิลเลอร์

  • งดยาและวิตามินบางชนิด เช่น ยาผลัดเซลล์ผิว แอสไพริน NSAIDs วิตามินต่างๆ
  • ไม่ควรโกนขนบริเวณที่ต้องการจะฉีดฟิลเลอร์ รวมไปจนถึงการเข้าคอร์สเลเซอร์และการนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน
  • แจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาหากมีโรคประจำตัว หรือยาที่ต้องรับประทานประจำ

วิธีปฎิบัตตนหลังฉีดฟิลเลอร์

  • หลีกเลี่ยงการแตะ แกะ เกา กดจุด หรือนวดในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการบวมแดงจะหายเป็นปกติภายใน 2-3 วันแต่หากมีอาการบวมมากขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ที่ทำการรักษาโดยเร็วที่สุด
  • หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด เช่น การทำเลเซอร์ ซาวน่า เป็นต้น
  • งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารหมักดอง นอกจากนี้ไม่ควรขยับผิวในจุดที่ทำโดยเฉพาะช่วง 3 วันแรกเพราะอาจจะทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัวได้

ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดีและปลอดภัยที่สุด?

ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์กับคลินิกที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขโดยมีทีมงานและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการทำการรักษา โดยใช้ฟิลเลอร์ของแท้ที่มีราคาสมเหตุสมผล นอกจากนี้การรีวิวของลูกค้าที่เคยมาใช้บริการและการให้บริการหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน

รีวิวเคส Filler ฟิลเลอร์ ที่ YDC You Desire Clinic

สอบถามโปรโมชั่นฟิลเลอร์ Filler ดีๆ ของคุณหมออ้อยที่  YDC You Desire Clinic ได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ร้อยไหมคืออะไร ร้อยไหมดีไหม ร้อยไหมเจ็บไหม ตอบทุกคำถามกับ YDC

นอกจากเทคโนโลยีใหม่ๆในการศัลยกรรมแล้วก็ยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่ถือว่าเป็นที่นิยมมากๆ นั่นก็คือ การร้อยไหมที่มีวิธีการในการใช้เข็มที่มีเงี่ยงนำเอาไหมละลายสอดลงไปใต้ผิวหนังและผิวจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหมให้ปรับตัวตามทิศทางที่เกี่ยวเอาไว้ แต่ไม่ใช่ว่าจะร้อยยังไงก็ได้ ใครๆก็สามารถทำเองได้แต่ต้องเป็นการร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจากแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้

หากร้อยด้วยเทคนิคที่ดีและถูกต้องหลังจากผ่านไป 6-18 เดือนแล้ว ไหมละลายที่ทำการสอดเข้าไปนั้นจะเกิดการละลายกลายเป็นเส้นใยอีลาสตินที่ทำหน้าที่ประคองผิวจะทำการดึงผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยของบริเวณใบหน้าและจุดต่างๆเข้าหากัน ซึ่งจุดดึงจะอยู่ที่บริเวณแก้มส่วนล่างทำการยึดกับบริเวณขมับ ทำให้หน้าดูตึง ปรับรูปหน้าให้กระชับและเราก็เรียกวิธีนี้กันอย่างคุ้นหูว่า “การร้อยไหม” นั่นเอง

you desire clinic face-lift

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการร้อยไหม

การร้อยไหมได้ผลดีจริงหรือไม่?

การร้อยไหมถือว่าเป็นวิธียกกระชับผิวหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อย่างตรงจุด ด้วยวิธีการยกกระชับผิวหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การเกิดคอลลาเจนบริเวณรอบเส้นไหมที่จะช่วยให้ผิวหน้ามีความกระชับ เต่งตึง ได้รูปและมากขึ้น ถ้าถามว่ามีข้อดีมากกว่าวิธีการอื่นๆ นั่นก็คือ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ ราคาไม่ไกลเกินเอื้อมเหมาะสำหรับคนที่มีแก้มหย่อนคล้อยมากๆ นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ได้ก็ได้ผลลัพธ์ชัดเจน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและเห็นผลทันทีหลังการรักษา

ร้อยไหม เจ็บไหม ?

หากถามว่าร้อยไหมเจ็บไหม ก็คงต้องตอบตามตรงว่าเจ็บแต่ความเจ็บนั้นจะเจ็บมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลด้วย บางคนอาจจะไม่รู้สึกเจ็บเลยอีกด้วยซ้ำ นอกจากนี้ทางคลินิกมีบริการฉีดยาชาเพื่อป้องกันอาการเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างทำได้

ตามระยะเวลาปกติหลังการร้อยไหมในช่วง 3-4 วันแรกอาจจะมีอาการบวมมากขึ้นแต่จะค่อยๆยุบลงจนเข้าที่ในที่สุด อาจจะกินเวลาหลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการปวด บวม แดง อักเสบให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ควรดูแลรักษาตนเองตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด

ร้อยไหมเห็นผลทันที ?

อย่างที่ได้กล่าวไปว่าการร้อยไหมก็คือ การนำเอาเข็มที่มีเงี่ยงคล้ายตะขอ นำไหมละลายเข้าไปทำการเกี่ยวดึงผิวขึ้นได้ทันที ซึ่งหากเกี่ยวอยู่ในแนวที่ถูกต้องและชั้นผิวที่เหมาะสมก็จะทำให้เห็นผลได้ชัดเจนทันทีหลังจากร้อยไหมเสร็จ เส้นไหมนั้นจะทำหน้าที่ในการกระชับผิว ประคองผิวอย่างอ่อนโยนคล้ายๆเส้นเอ็นที่อยู่บนใบหน้าตามธรรมชาติ ทำให้ใบหน้ามีความตึงกระชับ ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆในบางจุดได้เป็นอย่างดี

ในปัจจุบันมีไหม 3 ชนิดที่นิยมใช้กันไม่ว่าจะเป็น PDO (Polydioxanone), PLLA (Polylactate) และ PCL (Polycaprolactone) ซึ่งไหมทั้ง 3 ชนิดนี้ผ่านการรับรองจาก FDA  ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่มีส่วนผสมของโลหะ สามารถละลายได้ 100% โดยไม่มีสารตกค้างใดๆ ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยกับร่างกายมาก ดังนั้นการร้อยไหมกับคุณหมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ จะทำให้การร้อยไหมมีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงของการบวมช้ำของผิวหนังได้ด้วย

ร้อยไหม อยู่ได้นานไหม ?

การร้อยไหมจะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ทั้งลักษณะอิลาสตินในผิว การสร้างอีลาสตินของที่แตกต่างกันของแต่ละคน อายุของเส้นไหม รวมไปจนถึงการดูแลรักษาตนเองอีกด้วย

ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนการร้อยไหม

  • คุณหมอจะทำการประเมินโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนและทำการแนะนำการรักษาเบื้องต้นที่เหมาะสมในแต่ละเคส
  • เป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หากมีโรคประจำตัวและมีอาการแพ้ยาต้องแจ้งศัลยแพทย์ตกแต่งให้ทราบล่วงหน้าก่อน
  • งดการรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ไอบูโพรเฟนและแอสไพริน
  • งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ก่อนการร้อยไหมประมาณ 1 สัปดาห์

วิธีดูแลตัวเองหลังการร้อยไหม

  • หลังจากการรักษา 24 ชั่วโมงแรก งดการล้างหน้า หรือโดนน้ำโดยเด็ดขาด
  • ในช่วงแรกของการรักษา หากต้องทำการจับ นวด ถูหน้า อ้าปาก ขยับปากให้ทำด้วยความเบามือ
  • ประมาณ 2 สัปดาห์แรกของการรักษา ห้ามโดนความร้อน หรือการกระทบกระแทกโดยเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการเลเซอร์หน้า การนวดหน้า ขัดหน้า ถูหน้า
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

และนี่ก็คือข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการร้อยไหมและคำถามที่พบบ่อย ที่ YDC You Desire Clinic มีทีมแพทย์มากด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี นำทีมโดยแพทย์หญิง สิริยุพา เกาสายพันธุ์  หรือ “คุณหมออ้อย” ที่คอยดูแลและให้คำปรึกษาแก่คนไข้การันตีด้วยใบรับรองที่มีมาตรฐานระดับสากล ยินดีให้คำปรึกษาทั้ง 2 สาขาในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นสาขาแยกม.เกษตร หรือสาขาซ็นทรัล อีสต์วิล 

ขอคำปรึกษาหรือสอบถามได้ฟรีก่อนเข้ารับการรักษาได้ที่  YDC You Desire Clinic ได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) 

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

HIFU ไฮฟู่ คืออะไร HIFU เจ็บไหม เลือกอย่างไร ที่ไหนดี

การที่เราคงความสดใสให้แก่ผิวหน้า ให้ผิวกระชับ สุขภาพดี ฉ่ำวาว ไร้ริ้วรอยและนั่นคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ลำพังแค่การดูแลด้วยครีมบำรุงผิวอย่างเดียวก็คงจะไม่พอ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีการพัฒนาจึงทำให้มีนวัตกรรมการดูแลและปรนนิบัติผิวหน้าได้อย่างตรงจุดอย่าง Hifu หรือไฮฟู่ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี

HIFU ไฮฟู่ คืออะไร? HIFU เจ็บไหม มีคำตอบ

HIFU หรือไฮฟู่ ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการดูแลและปรนนิบัติผิวหน้าที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด หรือศัลยกรรม ด้วยกระบวนการการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งไม่ส่งผลอันตรายใดๆต่อระบบการทำงานของร่างกายและผิวชั้นนอก ทำการส่งผ่านชั้นผิวหนังด้วยหัวยิงคลื่นในระยะความลึกที่ต้องการชั้น SMAS อย่างแม่นยำและมีความเสถียร เพื่อเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นใต้ผิวหนัง คล้ายๆกับการเย็บกล้ามเนื้อในการทำศัลยกรรมดึงหน้า เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนังที่มีผลโดยตรงต่อการยกกระชับของผิวและทำให้ดูอ่อนเยาว์

ทำความรู้จัก ไฮฟู่Hifu

1. HIFU 1.5 mm.

ไฮฟู่ประเภทนี้จะส่งพลังลงลึกถึงระดับ 1.5 mm ส่งพลังงานไปที่ชั้น Superficial Dermis ช่วยเรื่องริ้วรอยเล็กๆและบริเวณรอบดวงตา

2. HIFU 3.0 mm.

ไฮฟู่ประเภทนี้จะส่งพลังลงลึกถึงระดับ 3.0 mm ส่งพลังงานลงไปที่ชั้น Deep Dermis ช่วยคืนความยืดหยุ่นของคอลลาเจน และเส้นใยอิลาสตินฟื้นฟูให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่

3. HIFU 4.5 mm.

ไฮฟู่ประเภทนี้จะส่งพลังลงลึกถึงระดับ 4.5 mm ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS เป็นชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า การส่งพลังงานลงไปที่ชั้นนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของตาข่ายพังผืดในชั้น SMAS ส่งผลให้โครงสร้างผิวปรับทิศทางไปในแนวที่ต้องการ ผิวหน้าจะยกกระชับขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก การส่งพลังงานไปในแต่ละระดับความลึกทำให้เกิดผลลัพธ์ต่างกัน จึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับความลึกได้หลายระดับเพื่อที่ผลลัพธ์จากการทำจะได้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความเป็นธรรมชาติ และได้ประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

4. HIFU 13.0 mm.

จะทำการส่งพลังลงลึกระดับ 13.0 ช่วยในเรื่องของไขมันสำหรับผู้ที่มีไขมันมาก เช่น บริเวณแก้มและสามมารถทำได้บริเวณอื่นของร่างกายที่มีไขมันสะสม เช่น หน้าท้องแขน ขา ต้นขา เป็นต้น

5. HIFU 8.0 Body

ส่งพลังงานลึกไปที่ระดับ 8.0 mm. ช่วยในเรื่องไขมันสำหรับผู้ที่มีไขมันมาก ช่วยยกกระชับเอว แขน ขา และเนินอก เป็นต้น

HIFU treatment

คำถามเกี่ยวกับ HIFU ที่พบบ่อย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง?

ไฮฟู่เหมาะกับทุกคนที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิวหน้าอย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาริ้วรอย ผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่ตึงกระชับ รูขุมขนกว้าง หรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้ในด้านการคงความอ่อนเยาว์ของผิวหน้า ผิวขาวใส เรียบเนียน

HIFU เจ็บไหม?

Hifu เป็นเทคนิคการเสริมความงามแบบ Micro Focus ยิงคลื่นอัลตร้าซาวน์แบบ Single Shot ที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด หรือศัลยกรรมและไม่ต้องพักฟื้นนาน ระหว่างที่ทำอาจจะมีความเจ็บระดับหนึ่ง ในระดับที่ทนไหวแต่ไม่มีรอยแผลใดๆ เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติอย่างการแต่งหน้า การไปเที่ยว การช้อปปิ้งได้อย่างสบายใจ แต่ในบางกรณีผิวหนังอาจจะมีสีแดง หรืออาการเมื่อยตึงที่ใบหน้าเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีการกระตุ้นชั้นผิว แต่ถ้าผิดปกติหนักมากให้รีบติดต่อแพทย์เจ้าของเคส

ควรทำ HIFU กี่ช็อตดี?

สำหรับจำนวน Shot ในการทำไฮฟูที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินและให้คำปรึกษา แนะนำก่อนการทำเพื่อความแม่นยำและปลอดภัย อย่างไรก็ตามจำนวนช็อตการทำไฮฟู่ที่เห็นผลจะประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆ เช่น ความมีประสิทธิภาพของเครื่องไฮฟู่และความเข้มข้นของคลื่นความถี่ รวมทั้งความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำหัตถการ

HIFU อยู่ได้นานไหม HIFU อยู่ได้นานแค่ไหน?

การทําไฮฟู่ 1 ครั้งจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน โดยจะขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการเข้ารับบริการและสภาพผิวของแต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังจากการทำประมาณ 20% ผลลัพธ์จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงให้เห็นขึ้นอย่างชัดเจน ริ้วรอยลดเลือนลง ผิวกระจ่างใสและเรียบเนียนขึ้น โดยจะเห็นผลอย่างเต็มที่ประมาณ 2-3 เดือนหลังการทำ ถ้าหลังจาก 3 เดือนไปแล้วอยากจะกระชับผิวให้มากขึ้นอีก อยากจะทำให้หน้าดูเด็กลงอีกก็กลับมาทำซ้ำได้เรื่อยๆ สามารถทำไฮฟู่ได้บ่อยตามที่ต้องการร่วมกับคำแนะนำจากทางแพทย์ผู้ดูแลรักษา

ฉีดโบท็อกแล้วทำ HIFU ได้ไหม?

การทำไฮฟู่ร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฟีลเลอร์ หรือเมโสแฟตเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นนั้นสามารถได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือคุณหมอที่ทำการดูแลรักษา เพื่อทำการประเมินและเรียงลำดับขั้นตอนการรักษาได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัยและเห็นผลอย่างชัดเจน

Hifu arm

ทำ HIFU ที่ไหนดี และวิธีการเลือกทำ HIFU

  • การทําไฮฟู่จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะเครื่องที่มีเกรดต่ำ พลังงานที่ปล่อยออกมาจะไม่คงที่ จุดของพลังงานจะไม่โฟกัส ไม่มีความสม่ำเสมอ อาจจะมีผลกระทบในการทำให้ผิวหน้าไหม้ มีอาการบวม โดนเส้นประสาท ทำให้หน้าเบี้ยวและอาจจะรู้สึกเจ็บมากร่วมด้วย
  • คลินิกที่มีความน่าเชื่อถือและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากด้วยประสบการณ์ในการประเมินและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลรักษา นอกจากนี้แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจะสามารถทำการรักษาอย่างครอบคลุมและตรงจุดได้มากกว่า

วิธีการปฏิบัติตัวก่อนทำ HIFU

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆเพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว
  • งดการสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

วิธีการปฏิบัติและดูแลตัวเองหลังการทำ HIFU

  • แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ
  • หลีกเลี่ยงการนวด หรือถูใบหน้าแรงๆ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ รวมทั้งงดการสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

รีวิว HIFU ที่ YDC You Desire Clinic

การทำไฮฟู่เป็นการปรนนิบัติและดูแลยกกระชับผิวหน้าที่ให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพและชัดเจน จึงถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด ศัลยกรรม หรือพักฟื้นนานๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราขอแนะนำให้ใช้บริการกับคลีนิกที่มีมาตรฐานและมีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญที่คอยดูแลและให้คำแนะนำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญและควรมาทำการรักษาอย่างเป็นประจำและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สอบถามโปรโมชั่น Hifu ดีๆ ของคุณหมออ้อยที่ YDC You Desire Clinic ได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

RF Radio Frequency หนึ่งวิธีในการยกกระชับใบหน้า ดูอ่อนเยาว์

อย่างที่ทราบกันดีว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ทุกคนต้องใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่ง แข่งขันกับเวลา ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้ร่างกายสะสมความเครียดแบบไม่รู้ตัว ประกอบกับสภาพอากาศของประเทศไทยและสภาวะมลพิษในอากาศที่ทำร้ายผิว ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็ทำให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการดูแล ปรนนิบัติในด้านของความสวยงามต่างๆ เพื่อให้การดูแลตัวเองของผู้หญิงในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นไปอย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในวิธีการยกกระชับใบหน้าที่นิยมกันอย่างแพร่หลายก็คือ “Radio Frequency” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “RF” กันอย่างกว้างขวาง เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมากและประหยัดค่าใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม เพื่อความสวยงามด้านการยกกระชับใบหน้าและชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิผล แต่หากใครยังไม่รู้จัก RF เราจะมาทำความรู้จักไปพร้อมๆกันเลย

Radio Frequency หรือ RF คืออะไร

Radio Frequency หรือ RF คือ เทคโนโลยีการปล่อยคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆในรูปแบบของคลื่นวิทยุที่มีความถี่ในช่วง 0.3-0.5 MHz (เมกะเฮริตซ์) ที่ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง องค์กรอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญทั่วทุกมุมโลกว่ามีความปลอดภัยและช่วยในการยกกระชับผิวให้ดูอ่อนวัยโดยที่ไม่ต้องศัลยกรรมได้จริง

ถึงแม้ว่าจะเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อความงาม แต่เครื่อง RF ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาให้มีประสิทธิภาพและมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแวดวงการดูแลผิวพรรณและความงาม

คำถามที่พบบ่อย

1. Radio Frequency หรือ RF มีหลักการทํางานอย่างไร

Radio Frequency หรือ RF ใช้กระบวนการในการนวดพร้อมปล่อยพลังงานในช่วงคลื่นความถี่วิทยุอ่อนๆโดยจะมีประจุเคลื่อนที่จากด้านประจุบวกวิ่งไปที่ด้านประจุลบ ซึ่งปฎิกิริยานี้ทำให้เกิดความร้อนที่ปลอดภัยต่อร่างกาย ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลผิวพรรณและความงามได้ เมื่อคลื่นความถี่นี้สามารถผ่านทะลุผิวชั้นบนได้ก็จะสามารถเข้าไปกระตุ้นการเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไปได้อีก ประมาณ 3-5 °C และเพื่อความปลอดภัยต้องไม่เกิน 42 °C ส่งผลโดยตรงต่อระบบการไหลเวียนของเลือด และของเหลวในร่างกายและกระตุ้นการเปลี่ยนรูปของพลังงานจากภายใน ทำให้ระบบโลหิตที่ได้รับการรักษามีอาการดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัว ระบบเลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีโดยการขับของเสียออกมาในรูปแบบของเหงื่อและน้ำเหลืองนั่นเอง

กลไกของกระบวนการ RF คือ การส่งคลื่นวิทยุอ่อนๆลงไปใต้ผิวหนังทุกชั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

  • Epidermis ผิวชั้นหนังกำพร้า โดยการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวของหนังกำพร้าชั้นล่างๆ ทำให้รูขุมขนดูเล็กลง รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้นและลดเลือนริ้วรอยต่างๆ นอกจากนี้ยังทำให้เซลล์หนังกำพร้าที่หมดอายุแล้วหลุดลอกออกไป ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน ฝ้า กระ จุดด่างดำหลุดลอกออกไปแล้ว ยังช่วยปรับเซลล์ผิวให้เรียบเนียนและขาวใสขึ้น
  • Dermis ผิวชั้นหนังแท้ หลังจากได้รับคลื่นพลังงานจะถูกกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในปริมาณที่มากขึ้น บริเวณผิวที่ได้รับพลังงานจะเต่งตึง ดูอ่อนเยาว์และยกกระชับได้อย่างชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
  • Subcutaneous fat ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จะเป็นชั้นสุดท้ายที่ลึกที่สุดที่คลื่นวิทยุเข้าไปถึง หลังจากได้รับพลังงานแล้ว ไขมันจะถูกทำลายสู่ระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้ไขมันในบริเวณต่างๆลดลงได้โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดศัลยกรรม

2. Radio Frequency หรือ RF ช่วยในเรื่องความงามได้อย่างไร

  1. ช่วยในการกระชับสัดส่วนตามบริเวณที่ได้ทำการนวดยกกระชับ กระตุ้นผิวหนังในด้านการหดตัว รัดตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อชั้นบางๆที่อยู่ในผิวหนัง
  2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ร่างกายสามารถผลิตได้ในชั้นผิวระดับลึก ที่มีผลต่อความยืดหยุ่นและดูอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ
  3. เร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย กำจัดไขมันส่วนเกิน สลายไขมัน ไขมันสะสมและเซลลูไลท์ที่สะสมอยู่ตามต้นแขน ต้นขา สะโพก เอวและหน้าท้องให้ลดลง
  4. กระตุ้นให้ร่างกายขับของเสียออกมาในรูปของเหงื่อและน้ำเหลือง
  5. ช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย สบายตัวเมื่อทำการนวด ปรับปรุงระบบการไหลเวียนของโลหิต น้ำเหลืองและของเหลวต่างๆให้ทำงานได้ดีขึ้น
  6. ช่วยให้บริเวณใบหน้า ถุงใต้ตาและลำคอที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นได้ ใบหน้าเล็กลงได้รูป คางเรียวขึ้นโดยที่ไม่ต้องศัลยกรรม ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นและไม่ต้องเจ็บตัว
  7. ใช้ในการกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน หูด ติ่งเนื้อ กระเนื้อ เนื้องอก หลอดเลือด เป็นต้น

ข้อควรปฏิบัติหลังทำ Radio Frequency หรือ RF

  1. การดื่มน้ำจะช่วยในการขับของเสียและไขมันออกจากร่างกาย หลังทำการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าเฉลี่ย 3-4 ลิตร เพื่อทำการกำจัดของเสียที่คั่งค้างสะสมอยู่ในร่างกายและทำให้ผลการรักษาชัดเจนมากยิ่งขึ้น วันถัดไปสามารถดื่มน้ำเปล่าวันละ 2 ลิตรได้
  2. ควบคุมอาหาร ลด ละ เลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาลและไขมัน
  3. ออกกำลังกายควบคู่ เพื่อกระตุ้นให้มีการขับของเสียออกจากร่างกาย
  4. ทำการรักษาควบคู่กับการทำทรีทเม้นอื่นๆตามที่แพทย์แนะนำ

Radio Frequency หรือ RF นั้นมีความปลอดภัยในการรักษา ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด ผิวไหม้ สามารถติดตามอุณหภูมิ ตรวจเช็คการรักษาได้ตลอดเวลาจากหน้าจอและที่สำคัญไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นและไม่เจ็บตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินสภาพผิว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีการในการยกกระชับใบหน้าและเพื่อผิวดูอ่อนเยาว์ของคุณ RF อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตัวเลือกหนึ่งเลยทีเดียว

ที่ YDC You Desire Clinic เรามีบริการ Radio Frequency เช่นกัน สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและคำแนะนำก่อนเข้ารับบริการจริงได้ที่ ได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@)

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

เติมไขมัน หน้าเด็ก อีกหนึ่งทางเลือกของความอ่อนเยาว์

Facial Fat Transfer เติมไขมัน หน้าเด็ก คืออะไร?

 เติมไขมัน หน้าเด็ก (Facial Fat Transfer) หรือ การปลูกถ่ายไขมัน หรือที่เรารู้จักกันดีว่าการเติมไขมันใบหน้า คือ การย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการ ด้วยเทคโนโลยีการดูดไขมันแบบบอดี้เจ็ทหรือการดูดไขมันพลังน้ำ (ดูเพิ่มเติมเรื่องดูดไขมัน Body Jet) ที่ไม่ทำให้ไขมันเกิดความเสียหาย มีคุณภาพและสามารถใช้งานต่อได้ไปเติมเต็มในส่วนที่เราต้องการบริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก ร่องแก้ม ริมฝีปาก ถุงใต้ตา เป็นต้น

ซึ่งจริงๆแล้วก็คือการฉีดฟีลเลอร์ที่มาจากไขมันของตัวเอง แต่ว่ามีข้อดีกว่าในส่วนของประสิทธิภาพที่ติดทนนาน ดูเป็นธรรมชาติกว่านั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาแผลเป็น ลดเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้น และสเตมเซลล์ที่อยู่ในไขมันจะช่วยให้ผิวดูเต่งตึง อ่อนกว่าวัย หน้าใส อ่อนเยาว์เหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

1. ข้อดีของการเติมไขมันหน้าเด็กมีอะไรบ้าง

  • สามารถเติมไขมันในส่วนที่เราต้องการได้ทุกส่วนทั่วใบหน้า รวมทั้งหน้าอก หรือสะโพกและบั้นท้ายตามปริมาณที่ต้องการ โดยไม่เกิดอันตรายใดๆ
  • เป็นเซลล์ไขมันของตัวเราเอง จึงไม่ทำให้เกิดอาการต่อต้าน นอกจากนี้ประสิทธิภาพและการคงอยู่นั้นติดทนนาน ไม่เป็นคลื่น ดูเป็นธรรมชาติ
  • หลังจากฉีดแล้วเมื่อไขมันเข้าที่จะทำให้ผิวสวย โกลว์ เนียน ฉ่ำวาว มีวอลลุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ
  • มีความคุ้มค่าเนื่องจากไขมันที่ได้สามารถฉีดเพื่อช่วยในเรื่องของทั้งรูปร่างและการฉีดไขมันหน้าเด็กไปพร้อมๆกัน
  • ราคาประหยัดกว่า เมื่อเทียบกับการเติมเต็มด้วย Hyaluronic acid เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน
  • ไขมันเป็น stem cell อย่างหนึ่งซึ่งเมื่อเติมไปแล้วจะทำให้ผิวบริเวณที่มีปัญหา เช่น ผิวแห้ง ผิวหยาบกร้าน เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ฟื้นฟูกลับมาได้อีกด้วย

2. เติมไขมันหน้าเด็ก ใช้เวลานานหรือไม่?

หากเทียบกับการฉีดฟีลเลอร์แล้ว การฉีดไขมันนั้นจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่ามากเพราะกระบวนการก่อนที่จะฉีดเติมไขมันเข้าไปนั้นก็คือ การดูดไขมันออกมาจากบริเวณที่ไม่ต้องการก่อน หลังจากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงจะนำไขมันที่ได้ไปทำการคัดแยกออกจากของเหลวอื่นๆ เพื่อเอาแต่ไขมันที่มีคุณภาพสูงไว้ใช้ในการทำ Fat Transfer ต่อไป

3. เติมไขมัน หน้าเด็ก มีอันตรายหรือไม่?

การฉีดเติมไขมันหน้าเด็กนั้นไม่มีอันตรายใดๆต่อร่างกายทั้งสิ้น เนื่องจากเซลล์ไขมันที่นำมาใช้ในการฉีดเติมบริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆก็ตาม บริเวณขมับ หน้าผาก ร่องแก้ม หางตา ถุงใต้ตา ริมฝีปาก หน้าอก หรือบั้นท้ายก็ตามก็จะเป็นไขมันของตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นร่างกายจะไม่มีอาการต่อต้าน หรือไม่เกิดปฏิกิริยาอาการแพ้ใดๆทั้งสิ้น

4. เติมไขมันหน้าเด็กจะอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยปกติแล้วการเติมไขมันจะอยู่ได้นานหลายปี สลายไปตามธรรมชาติ ตามไขมันปกติในร่างกาย

โดยการเติมไขมัน หรือ ทำ fat graft transfer คือ การย้าย เซลล์ไขมัน จากตำแหน่งหนึ่ง ไปยังอีกตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งเมื่อไขมันติดแล้วหมายถึงมีเส้นเลือดมาเลี้ยงแล้ว ก็จะติดไปยาวๆ เหี่ยว หรือ หายไปตามอายุ
ซึ่งโอกาสที่เซลล์ไขมันจะอยู่รอดจะอยู่ที่ 30-80% และหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ทั้งนั้นทางคลินิกและแพทย์มีเทคนิคพิเศษ ที่จะสามารถรักษาคุณภาพของเซลล์ไขมันได้ตั้งแต่กระบวนการดูดไขมันยาวไปจนถึงการฉีดไขมัน ซึ่งจะทำให้โอกาสการปลูกถ่ายมีประสิทธิภาพสูงถึง 80% เลยทีเดียว

การปฎิบัติตัวก่อนศัลยกรรม เติมไขมัน

  1. ควรงดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดโอกาสที่แผลจะหายช้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. ควรงดการกินยากลุ่มแอสไพริน หรือไอบิวโพรเฟน เพื่อลดอาการฟกช้ำจากเลือดคั่งหลังผ่าตัด
  3. ควรงดทานอาหารประเภทของหมักดอง และอาหารทะเล อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  4. งดการทานอาหารเสริม สมุนไพร น้ำมันตับปลา หรือวิตามินอื่นๆ ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันอาการเลือดหยุดไหลช้า
  5. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่า เราเป็นโรคใด กินยาชนิดใด หรือแพ้ยาตัวไหนบ้าง เพื่อแพทย์จะได้ทราบและลดอันตรายภายหลังการเติมไขมัน
  6. งดการแต่งหน้า และควรสระผมก่อนให้เรียบร้อย

การปฎิบัติตัวหลังศัลยกรรม เติมไขมัน

  1. หลังจากการรักษาภายใน 24 ชั่วโมงแรก งดการนวดหน้า การทาครีม การแต่งหน้า หรือทาโลชั่นต่างๆอย่างเด็ดขาด
  2. หากจำเป็นต้องล้างหน้า ให้ล้างหลังจากวันที่ 2 เป็นต้นไป ล้างให้สะอาดแต่อย่าล้างหน้าแรงและหลีกเลี่ยงบริเวณรูเข็ม
  3. หลังจากการรักษาช่วงแรกๆ แนะนำให้นอนหมอนสูงและพักผ่อนให้เต็มที่ประมาณ 8 ชั่วโมง รับประทานยาให้ครบตามคำสั่งของแพทย์
  4. งดการออกกำลังกายอย่างหนัก งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากการรักษา
  5. หลีกเลี่ยงการโดนความเย็นจัด หรือร้อนจัด เช่น ซาวน่าในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังจากการรักษา
  6. สังเกตอาการตนเองบ่อยๆ หากมีอาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์โดยทันที

การดูแลหลังศัลยกรรมเติมไขมันบริเวณหน้าอก

  1. เหมือนกันกับการเติมไขมันบริเวณใบหน้า
  2. ห้ามนวดคลึง บีบ บริเวณที่เติมไขมัน
  3. งดใส่เสื้อชั้นในที่มีโครง ให้ใส่เสื้อชั้นในไร้โครงที่หลวมกว่าปกติ

รีวิวก่อน - หลังการเติมไขมันที่ YDC You Desire Clinic

และนี่ก็คือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเติมไขมัน การฉีดไขมันหน้าเด็กและ Fat Transfer ที่เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของสาวๆในยุคสมัยนี้ ที่ YDC You Desire Clinic พร้อมให้บริการด้วยความปลอดภัย เรามีคุณหมออ้อยที่มีประสบการณ์สูงคอยดูแลคุณอย่างใกล้ชิดด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง หากใครที่กำลังสนใจอยากจะใช้บริการอยู่ ลองปรึกษาคุณหมอดูก่อนได้เลยนะคะที่ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ดูดไขมัน บอดี้เจ็ท Body Jet คืออะไร ทำความรู้จักกับวิธีดูดไขมันพลังน้ำ

ดูดไขมัน บอดี้เจ็ท Body Jet คืออะไร

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์จึงได้มีการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการดูดไขมันรุ่นใหม่ล่าสุดจากประเทศเยอรมนี ซึ่งมาจากคำว่า Water + Jet Engine หรือที่เรียกกันว่า “Body jet”

บอดี้เจ็ทเป็นการดูดไขมันที่มีความแข็งแรงและความนุ่มนวลอยู่ด้วยกัน ใช้พลังของน้ำเพื่อแยกชั้นไขมันออกจากเนื้อเยื่อ แต่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบๆเซลล์ไขมัน รวมถึงชั้นคอลลาเจนและเส้นเลือดต่างๆ จึงทำให้ไม่เกิดการบอบช้ำระหว่างการสลายไขมัน สามารถดูดไขมันได้ทุกจุด ทุกส่วนในร่างกาย นอกจากนี้ไขมันที่ดูดออกมาจะคงสภาพได้ดีกว่า สามารถนำมาฉีดเพื่อเติมเต็มในส่วนอื่นๆของร่างกายจากไขมันของเราเอง

คำถามที่พบบ่อย

1. ดูดไขมันบอดี้เจ็ท (Body Jet) ต่างจากการดูดไขมันแบบเก่าอย่างไร

วิธีการดูดไขมันแบบเก่าเป็นการใช้เครื่องดูดไขมันพลังงานความร้อนเพื่อทำลายเซลล์ไขมันและสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัวออกจากกันก่อน แล้วจึงทำการดูดไขมันออกมา ได้แก่ การใช้คลื่นวิทยุ (RF) การใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ การฉีดสารละลายบางอย่างที่ทำให้ไขมันแตกตัวและดูดง่ายขึ้น หรือการใช้เลเซอร์สร้างความร้อน เป็นต้น วิธีนี้เป็นการดูดไขมันออกเฉยๆ เพราะไขมันถูกทำลายไป ไม่สามารถนำมาใช้ต่อได้

ส่วนวิธีการดูดไขมันแบบ Body Jet คือ การใช้เครื่องดูดไขมันพลังงานน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่ โดยใช้แรงดันน้ำในการค่อยๆสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัวออกจากกันแบบไม่ต้องใช้ความร้อนเลย ดังนั้นวิธีนี้จะมีความเจ็บปวดที่น้อยกว่าเพราะเป็นกระบวนการที่อ่อนโยนกว่า การดูดไขมันออกมาสามารถนำไขมันที่มีคุณภาพมาใช้ในการเติมหน้า ร่องแก้ม หน้าอก สะโพก หรือส่วนต่างๆในร่างกายได้

2. ข้อดีของการดูดไขมันบอดี้เจ็ท (Body jet)

  • เป็นเทคโนโลยีเดียวที่ทำการดูดไขมันแล้วได้ไขมันที่มีชีวิต มีคุณภาพดี สามารถนำไขมันกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและติดทนนาน เช่น การนำไขมันที่ดูดออกมาเติมหน้าอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดเสริมซิลิโคน หรือสามารถนำมาเติมเต็มร่องริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
  • เป็นกระบวนการที่อ่อนโยนค่อยๆเซาะสลายเซลล์ไขมันให้แตกตัวออกจากกัน โดยใช้พลังน้ำให้แทรกซึมไขมันส่วนเกินตามบริเวณชั้นผิวอย่างแม่นยำ จึงทำให้คนไข้บางรายรู้สึกเจ็บน้อย หรือบางรายไม่รู้สึกเจ็บเลย
  • ไม่มีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันข้างเคียง เส้นเลือด หรือเส้นประสาท ไม่ก่อให้เกิดพังผืด ทำให้ผิวเรียบเนียน
  • สภาพผิวหลังการดูดไขมัน เป็นแผลขนาดเล็ก ไม่คล้ำ ไม่ไหม้ เรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น

3. ทำไมต้องใช้การดูดไขมันบอดี้เจ็ท

นอกจากข้อดีที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การดูดไขมันแบบ Body jet ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยและอเมริกา กระบวนการทำงานก็จะมีความปลอดภัยมากยิ่งกว่า ไม่เกิดความบอบช้ำ อาการบวม อักเสบและเสียเลือดในปริมาณมาก ไม่มีผลกระทบ ไม่มีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและด้วยกระบวนการต่างๆทั้งหมดมีความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทำให้ใช้เวลาในการพักฟื้นน้อยมาก หรือบางรายสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติได้ทันที

4. ใครเหมาะที่จะดูดไขมันแบบ Body jet บ้าง?

ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันคือผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในบริเวณต่างๆของร่างกาย เช่น บริเวณต้นขา หน้าท้อง สะโพก เป็นต้น โดยการดูดไขมันแบบบอดี้เจ็ทจะเป็นการดูดไขมันที่อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันคือทุกคนที่มีไขมันสะสมอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง โดยปริมาณที่สามารถดูดได้ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยแพทย์ที่ You Desire Clinic จะเป็นผู้ประเมินคนไข้เฉพาะเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงพื้นฐานของความสมส่วนของสัดส่วนของคนไข้เฉพาะรายเป็นหลัก

5. ดูดไขมันบอดี้เจ็ทเจ็บไหม

ตามลักษณะการทำงานของ Body Jet ที่อธิบายไปข้างต้น จึงทำให้ผู้ป่วยบางรายอาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่รู้สึกเจ็บเลย และมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติหลังทำการดูดไขมันบอดี้เจ็ท

6. ใช้เวลาในการดูดนานแค่ไหน หากเปรียบเทียบกับแบบเก่า

เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานในการค่อยๆสลายไขมันอย่างอ่อนโยน ไม่ใช่การทำลาย กระบวนการจึงใช้ระยะเวลาในการสลายเซลล์ไขมันนานกว่าแบบเก่า เฉลี่ยประมาณ 2-4 ชั่วโมงทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผิวหนัง สัดส่วนและปริมาณไขมันของแต่ละบุคคลด้วย

7. ใช้เวลาในการดูดนานแค่ไหน หากเปรียบเทียบกับแบบเก่า

ผู้ป่วยบางรายอาจจะใช้เวลาการพักฟื้นน้อยประมาณ 1-2 วันและผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่ต้องพักฟื้นเลย สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกแต่ละบุคคลด้วย

รีวิวก่อน - หลังการดูดไขมันบอดี้เจ็ทที่ YDC You Desire Clinic

ที่ YDC You Desire Clinic เรามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงในการดูดไขมันบอดี้เจ็ท (Body Jet) นำทีมโดยแพทย์หญิงสิริยุพา เกาสายพันธุ์ หรือคุณหมออ้อย ซึ่งมีผลงานได้รับรางวัล The Top user of best body-Jet practice award และ Certificate รับรองจากหลายสถาบัน คนไข้สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการจากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง หากต้องการสอบถามหรือปรึกษาเกี่ยวกับการดูดไขมันบอดี้เจ็ทกับคุณหมออ้อย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

ทำความรู้จักกับโบท็อกซ์ (Botulinum toxin)

โบท็อกซ์ (Botulinum toxin) คืออะไร

ด้วยความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆในการดูแลรักษาความงามที่มีมากมายและหลากหลาย แต่คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก “โบท็อกซ์” เพราะริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้นของสาวๆหนุ่มๆนั้น ส่วนใหญ่มักจะใช้การฉีดโบทอกซ์ในการรับมือกับรอยตีนกาได้ดีที่สุดของยุคเลยก็ว่าได้

โบท็อกซ์ คือ การฉีดสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) สารที่สกัดจากแบคทีเรียสายพันธุ์เฉพาะ ชื่อ Clostridium botulinum ซึ่งตัวสารจะอยู่ในรูปโปรตีนที่มีคุณสมบัติพิเศษในการจับกับปลายเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ เพื่อทำการยับยั้งการกระตุ้นกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทรอบๆบริเวณนั้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับการฉีดโบท็อกซ์หดตัวไม่ได้และอยู่ในสภาพคลายตัวในที่สุด ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย เช่น ตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้าต่างๆ อีกทั้งเป็นการปรับรูปหน้า ยกกระชับผิว ทำให้หน้าดูเรียวขึ้น เป็นต้น การฉีดโบท็อกซ์ควรจะอยู่ภายใต้การดูแลและการประเมินของแพทย์ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยต่อคนไข้มากที่สุด

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์

  • มีส่วนช่วยในเรื่องการลดเลือนริ้วรอย ไม่ว่าจะเป็นตีนกาและริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า
  • ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น ยกกระชับผิว ไม่ห้อยย้อย หรือเหี่ยว หย่อนยาน
  • ช่วยรักษาอาการคิ้วตก
  • ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน เช่น อาการคลื่นไส้และความไวต่อแสง
  • ป้องกันอาการกล้ามเนื้อกระตุกในผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท
  • เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย 

ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์

สามารถฉีดได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย หรือเพศหญิง

ยกเว้น: ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว หรือเป็นผดผื่น ผู้ที่กินยาสลายลิ่มเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่ายและเลือดหยุดยาก ไม่แนะนำให้ฉีดทุกกรณี

รู้จักกับยี่ห้อโบท็อกซ์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

โบท็อกซ์ จากประเทศเกาหลี

ในประเทศไทยจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมีราคาที่ไม่แพงมาก โบท็อกซ์จากประเทศเกาหลี นับว่าเป็นโบท็อกซ์ที่คุณภาพดี ได้มาตรฐานในราคาที่ไม่แพงมากนัก ซึ่งจะแบ่งโบท็อกซ์ออกเป็น 3 แบรนด์ชื่อดัง ได้แก่

  • Nabota เป็นยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาจากอเมริกา U.S. FDA approved (2018) มีการพัฒนาให้ออกฤทธิ์เร็ว มีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยมากกว่ายี่ห้ออื่นๆ เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากราคาที่ไม่แพงจนเกินไปและยังได้ผลลัพธ์ที่ดีมากอีกด้วย

  • Botulax เป็นยี่ห้อที่ออกฤทธิ์เร็วกว่าเล็กน้อย คลินิกเสริมความงามในประเทศไทยนิยมใช้กันมากเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าตัวด้านบน สามารถเห็นผลชัดเจนได้ภายใน 2 สัปดาห์ สัปดาห์อายุ สัปดาห์อายุการ สัปดาห์อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 6-8 เดือน

  • Neuronox มีการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2006 ผู้ผลิตได้อ้างอิงว่า ถึงแม้จะผลิตที่เกาหลีแต่ใช้สารตัวเดียวกับโบท็อกซ์ของอเมริกาอย่าง Allergan แต่มีราคาถูกกว่า

โบท็อกซ์ จากประเทศเยอรมัน แบรนด์ Xeomin

เป็นโบท็อกซ์ที่ถูกพัฒนาจากข้อดีของแบรนด์ Allergan จากประเทศสหรัฐอเมริกาและแบรนด์ Dysport จากประเทศอังกฤษรวมกัน เป็นการต่อยอดจากของทั้งสองแบรนด์

โดยนำเอาคุณสมบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความบริสุทธิ์ของตัวยา การกระจายที่ไม่กระจุกตัว หรือแคบจนเกินไป ฉีดแล้วไม่ตึงจนเกินไป ดูเป็นธรรมชาติ และยังมีงานวิจัยที่แสดงว่าได้ผลดีในเคสที่ดื้อโบท็อกซ์ โดยที่เคสนั้นๆหยุดฉีดโบท็อกซ์มาแล้วอย่างน้อย 2-3 ปี จากข้อดีข้างต้นทำให้แบรนด์จากเยอรมันแบรนด์นี้เป็นนิยมกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โบท็อกซ์แบรนด์อื่นๆ

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ในประเทศไทยยังมีโบท็อกซ์แบรนด์อื่นๆที่เป็นที่นิยมโดยทั่วไปอีกเช่น Allergan แบรนด์จากอเมริกา, Aestox แบรนด์จากเกาหลี, Hugel แบรนด์จากเกาหลีเช่นกัน

โบท็อกซ์ ที่ไหนดี? ควรฉีดโบท็อกซ์ที่ไหนดี?

อ่านมาจนถึงตรงนี้ และกำลังตัดสินใจว่าจะฉีดโบท็อกซ์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรไปที่ไหน เพราะปัจจุบันมีตัวเลือกคลินิกเสริมความงามให้เลือกมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราขอแนะนำให้เลือกใช้บริการในคลินิกที่มีคุณหมอผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้านในการฉีดโบท็อกซ์ และใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ สามารถแสดงผลิตภัณฑ์ให้ได้เห็นอย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัย

ที่ YDC You Desire Clinic คุณหมออ้อยของเราจะเป็นผู้ฉีดให้กับคนไข้ คนไข้ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับบริการจากพนักงาน เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก สามารถติดต่อนัดหมายหรือปรึกษาเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์กับคุณหมออ้อย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 061-1962-391 (สาขาเซ็นทรัล EastVille) หรือที่เบอร์ 088-1991-626 (สาขาแยกเกษตร) และทาง Line ID: @youdesireclinic (มี@) เพื่อรับคำปรึกษาได้ฟรีก่อนเข้ารับบริการค่ะ

 แชร์บทความให้เพื่อนคุณอ่าน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter